post

รีวิว องค์บาก

ขื่อหนัง :องค์บาก
ขื่อไทย :องค์บาก
แนว :แอคชั่น/ศิลปะการต่อสู้
นักแสดงนำ :ทัชชกร ยีรัมย์
หม่ำ จ๊กมก
พันนา ฤทธิไกร
ชูพงษ์ ช่างปรุง

ถ้าให้ทบทวนเรื่องความรู้สึก ผมจำได้ค่อนข้างแน่ชัดว่าโปรเจคองค์บากเป็นที่รํ่าลือกันมาอย่างเงียบ ๆ เราได้ยินสตันท์คนหนึ่งที่ชื่อ จา และได้ข่าวว่าเขาเก่งมาก นั่นคือข้อมูลที่เราพอจะมี เอาเข้าจริงตอนนั้นผมไม่ได้สนใจหนังแอ็กชันเท่าไรหรอกครับ แต่ก็พอจะจับใจความได้ว่า ยุคนั้นเป็นยุคที่เฉินหลงก็ยังคงบูมตามปกติ มีบ้างที่ฌอง คลอดด์ แวนแดมม์ มาปะปนกระแส เจ็ท ลี ก็ด้วยเช่นกัน ใหม่ ๆ ดัง ๆ หน่อยก็เป็นกังฟูแบบเรื่อง The Matrix  แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจใหม่ ๆ ให้กับชาวโลกได้เท่าไรนัก เฉินหลงก็จะมาพร้อมกับความตลกบ้าน ๆ พร้อมกับฉากแอ็กชันเสี่ยงตายไปกับของในชีวิตประจำวัน หรืออย่าง เจ็ท ลี ก็จะมาพร้อมกับกังฟูแบบสงบนิ่งแนวปรัชญา พูดน้อยตัวเล็กแต่ต่อยหนัก ส่วนด้านพี่ไทยเรานั้นรู้สึกว่าจะไม่มีอะไรเลย ผมก็เลยรู้สึกว่าวงการหนังแอ็กชันก็ค่อนข้างจะน่าเบื่ออยู่ไม่น้อย เพราะหนังฮอลลีวูดก็พยายามหาสูตรใหม่ๆ หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนังแอ็กชันแนววินาศสันตะโร รถเก๋งชนรถสิบล้อ หรือจะเป็นแนวแอ็กชันตลกโปกฮาตำรวจคู่หู นั้นก็ดูจนไม่ฮาแล้ว แต่ในเวลานั้นก็คงไม่มีใครรู้ว่าจะหาอะไรใหม่ ๆ มาป้อนให้กับแฟนคลับชาวหนังแอ็กชัน ว่าง่าย ๆ คือ ไม่รู้จะหาอะไรใหม่มากวาดเงินคนดูอีกแล้ว

            เวลาผ่านไป ข่าวการถ่ายทำหนังเรื่ององค์บากก็มีให้ได้ยินได้อ่านกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ได้สร้างความอยากดูเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

            จนกระทั่งวันแรกของการปล่อยตัวอย่างหนัง

            ภาพของไอ้หนุ่มอีสานที่วิ่งไต่ไหล่บรรดาแก๊งอันธพาลอย่างคล่องแคล่ว กระโดดข้ามหัวพ่อค้าแม่ขายในตรอกซอกซอย ไต่กำแพงสูงได้ราวกับเป็นสัตว์ป่า แถมยังสามารถโดดถีบยอดอกฝรั่งตัวใหญ่ด้วยลีลาแอ็กชันที่ ‘ไม่ปกติ’

            ความไม่ปกติที่ว่านั้นคือการผสมลีลาหลายรูปแบบ นั่นคือ ศิลปะแนวสตันท์ผาดโผน เข้ากับความรวดเร็วว่องไวสไตล์ Free Running บวกด้วยความรุนแรงดุดันตามสไตล์มวยไทย แถมปล่อยคำโฆษณา(ที่กลายเป็นของคลาสสิกไปแล้ว ณ วันนี้) ที่ว่า ‘เล่นจริง เจ็บจริง ไม่สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน ‘ ซึ่งส่วนผสมนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนโลกของภาพยนตร์ใบนี้ เรามีความรุนแรงแบบ บรู๊ซ ลี ซึ่งนั่นก็ผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว เรามีความผาดโผนแบบเฉินหลง ซึ่งนั่นก็ผ่านมานานหลายปีแล้วเช่นกัน ศิลปะหักกระดูกของ สตีเวน ซีกัล ก็มีอายุความอยู่ได้ไม่นาน ฌอง คลอดด์ แวนแดมม์ ก็เดินตามทุกคนที่ว่ามาแต่ก็ไม่ได้มีสไตล์ของตัวเอง ดังนั้นเมื่อมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น ชาวโลกก็พร้อมจะต้อนรับสิ่งนั้น แม้ว่ามันจะมาจากประเทศเล็ก ๆ อย่างไทยก็ตาม

            โชคดีที่การดีไซน์เรื่องบทขององค์บากนั้นก็คิดค้นมาเพื่อรองรับคนไทยโดยเฉพาะ เราไม่ค่อยได้เห็นการต่อสู้ที่ชกต่อยกันตามตรอกซอกซอยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว วิ่งข้ามรั้วบ้านที่เหมือนรั้วที่อยู่ข้างบ้าน เราพยายามจะเป็นหนังฮ่องกงหรือหนังฮอลลีวูด ชอบเล่าเรื่องไกลตัว จับให้ตำรวจบ้านเราแต่งชุดสูท พร้อมกับอาวุธสงครามครบมือเพื่อจะเผชิญการแก้ไขปริศนาองค์การค้าเฮโรอีนยักษ์ใหญ่ที่ซับซ้อน (ในขณะที่การรับรู้ของผู้คนที่มีต่อตำรวจไทย คือ ตำรวจนอกเครื่องแบบบ้านๆ ไปไล่จับเด็กวัยรุ่นค้ายาบ้า หรือ ชิงตัวประกันจากคนเมายาบ้า) แต่องค์บากเล่าเรื่องง่าย ๆ ของไอ้ขามที่มาตามหาเศียรพระที่หายไป แต่ต้องเผชิญกับแก๊งขายของเถื่อนยักษ์ใหญ่ แม้ว่าหัวหน้าองค์กรที่พูดเป็นเสียงคอมพิวเตอร์โมโนโทนนั้นจะดูไม่มีอยู่จริงไปเล็กน้อย แต่การผจญภัยของไอ้ขามในกรุงเทพฯ นั้นก็เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย เข้าใจได้ เพราะก็มีแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อันเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ) เดินทางมาทำงานในกรุงเทพฯ ไม่ต่างจากไอ้ขามเช่นกัน มันเหมือนกับดูหนังว่าด้วยคนไทยไปต่างประเทศแล้วเจอคนไทยด้วยกันนั่นแหละครับ

5

            หลังจากการออกฉาย ตัวหนังก็ประสบความสำเร็จมาก ขนาดผมไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับหนังแอ็กชัน ผมก็ยังรู้สึกถูกโอบล้อมไปด้วย จา พนม และเกิดความอยากดูเองในที่สุด จึงต้องไปพิสูจน์กันหน่อยที่โรง

            หลังจากดูมันในฐานะคนดูทั่วไป ผมก็พบว่าความสำเร็จขององค์บากนั้นมาจากตัวคุณภาพของฉากแอ็กชันล้วน ๆ ครับ มันน่าตื่นตาตื่นใจจนหยุดไม่อยู่จริง ๆ ครับ ก็พี่จา เล่นไถลตัวลอดใต้ท้องรถที่กำลังถอย ไหนจะขี่สามล้อซัดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ทุกฉากทุกซีนนั้นดุดันและมันสะใจมากจริง ๆ สมทบด้วยนักแสดงอย่าง หมํ่า จ๊กมก ที่เล่นได้ไม่เยอะเกินจนกลายเป็นพี่หมํ่า ชิงร้อยชิงล้าน จังหวะมาได้ถูกต้องกับหนังแนวแอ็กชันแถมคอมิดีแบบนี้ ไม่น่าแปลกใจที่หนังเรื่องนี้จะกลายเป็น Pure Entertainment สำหรับคนไทย เพราะมันคือการผนึกรวมกันระหว่างความตื่นตาตื่นใจทางภาพ (จา พนม) และ อารมณ์ขันแบบบ้าน ๆ สนุก ๆ (หมํ่า) เข้าด้วยกัน

            แต่ถ้าให้คิดกันตามฉบับของคนสร้างหนังนั้น หนังก็ยังมีข้อบกพร่องที่เกิดจากการลังเลระหว่างการทำให้มันเป็นหนังที่ดีตามมาตรฐาน และการทำหนังเอาใจท่านผู้ชม ซึ่งผู้กำกับเลือกทางการเอาใจผู้ชมจนเอียงข้างไปเล็กน้อย เริ่มต้นง่าย ๆ จากการที่ไม่มีคนร้ายคนไหนใช้ปืนยิง จา พนม เลย ทุกคนเอาแต่วิ่งไล่จา พนม (แถมวิ่งไล่กันไม่ทันอีก) คือ ถ้ามีคนใช้ปืน จา พนม คงตายตั้งแต่ 15 นาทีแรกไปแล้ว องค์บากอาจจะกลายเป็นหนังสั้นได้ ซึ่งตรงนี้จริง ๆ คนเขียนบทก็ต้องแก้ไขให้เมกเซนส์ให้ได้ เช่น ลูกสมุนถูกสั่งให้จับเป็นรึเปล่า เลยยิงให้ตายไม่ได้ นอกจากนี้ ฉากแอ็กชันมากมายที่ปรากฏในหนังนั้นมีการ Replay ซํ้าให้เราดูกันหลาย ๆ รอบ จากมุมกล้องต่าง ๆ ราวกับเป็นภาพกีฬามัน ๆ เวลาดูนี่ได้ยินเสียงประโยค ‘ลองจับตาดูกันอีกครั้งชัด ๆ นะครับท่านผู้ชม’ คือโดยปกติแอ็กชันซีนในหนังทั่ว ๆ ไป เวลาพระเอกกระโดดข้ามรถไปแล้ว ก็จะผ่านไปเลย ไม่มีการ Replay ให้ดูอีกรอบ เพราะถ้า Replay ให้ดูอีกรอบเมื่อไร คนดูจะหลุดออกจากหนังและมันจะกลายเป็นวิดีโอโชว์สตันท์แมนมากกว่าภาพยนตร์ที่กำลังเล่าเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะเถียงไม่ได้คือว่าผู้ชมแต่ละคนมีความแตกต่างกัน อย่างเช่น คนไทยอาจจะไม่ได้สนใจว่าการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์คืออะไรอย่างไร แต่พวกเขาแฮปปีมากที่จะได้ดูฉากไถลลอดใต้ท้องรถอีก 3 รอบแบบจะ ๆ อันนี้ก็ไม่ว่ากัน

            นั่นคือเสียงตอบรับในประเทศไทย แต่หากจะพูดในแง่ต่างประเทศนั้น หนังเรื่องนี้ก็เหมือนถูกผลิตเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะเช่นกัน บรรยากาศแบบไทย ๆ เป็นสินค้าอย่างหนึ่งในหนังเรื่องนี้ แต่ละซีนเหมือนถูกคิดมาแล้วว่าฝรั่งดูแล้วตะโกนว่า Exotic แน่นอน ทุ่งนาบ้านไร่ เมืองกรุงเทพฯ เศียรพระ รถตุ๊กตุ๊ก อาหารเผ็ดร้อน (อาวุธหนึ่งในการสู้กับผู้ร้าย คือ เครื่องพริกแกง … แปลกมาก) แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มวยไทย ถึงขั้นมีฉากที่ฝรั่งนักสู้ข้างถนนคนหนึ่งเจอจา พนม แล้วตะโกนใส่กล้องพร้อมกับชูนิ้วกลางพูดว่า ‘FUCK MUAY THAI’ จากนั้นก็โดนจา กระทืบตายใน 2 นาที จบเกม แต่ก่อนจาก จา ก็ได้ทำท่าเคารพคู่ต่อสู้อย่างงดงามตามสไตล์มวยไทยอันศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นหนังก็ต่อด้วยฉากต่อสู้ด้วยมวยไทยขนาดยาวที่ปล่อยให้จาเจอกับนักสู้จากประเทศต่าง ๆ จีน ไทย ญี่ปุ่น ฝรั่ง แล้วแบบว่าชนะหมดเลย รุ่งโรจน์กันสุด ๆ โชคดีที่ท่าชกท่าต่อยของจา มันก็รุ่งโรจน์แบบไม่เกินคำโฆษณาจริง ๆ

            มันกันซะขนาดนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังสามารถขายให้ต่างประเทศมากมาย กลายเป็นหนังฮิตในวงกว้างและคัลท์เฉพาะกลุ่มในเวลาเดียวกัน ไม่น่าแปลกที่ จา พนม ยีรัมย์ จะเปลี่ยนชื่อกลายเป็น Tony Jaa ได้ในเวลาอันรวดเร็ว  

            ในวงกว้างนั้นหนังเรื่องนี้สามารถทะยานขึ้นสู่อันดับ BOX OFFICE ของอเมริกาไปกับเขาได้ คนทั้งโลกรู้จัก ขายสิทธิ์ฉายในต่างประเทศได้มากมายกว่าหนังไทยทุกเรื่องในยุคนั้นที่เคยทำมา แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ Tony Jaa ค่อย ๆ ขยายร่างกลายเป็นไอคอนคนใหม่ของวงการบันเทิงโลก ทุกคนรู้จักจา พนม เหมือนที่รู้จักส้มตำ ต้มยำกุ้ง มวยไทย จากประเทศไทย (คือ เวลาเจอคนต่างชาติที่ทำหนังด้วยกัน พอบอกว่ามาจากประเทศไทย เรื่องแรกที่จะโดนพูดถึงคือ ‘อองแบก อองแบก‘ จากนั้นก็จะเชื่อมสัมพันธ์กันได้ง่ายทีเดียว) วิดีโอบันทึกการฝึกฝน Free Running นั้นเป็นของที่ได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ทิศทางองค์รวมของหนังแอ็กชันโลกนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนตามไปด้วย หลังจากหมดยุคกังฟูแบบ The Matrix แล้ว ฝรั่งก็เริ่มออกลีลาแบบ Free Running และ มวยไทยแบบ จา พนม มากขึ้นเรื่อย ๆ (บางทีดูแล้วก็ฮาๆเล็กน้อย ที่จู่ ๆ แก๊งมาเฟียฝรั่งก็ออกลีลามวยไทยแบบพร้อมเพรียงกันอย่างไม่น่าเชื่อ) และที่สำคัญคือ มีประชากรฝรั่งเข้ามาเรียนมวยไทยเยอะขึ้นเป็นอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะส้มตำและต้มยำกุ้ง แต่เป็นเพราะการที่ จา พนม ทำให้ศิลปะมวยไทยกลายเป็นเรื่องง่ายที่คนทั่วไปเข้าถึงได้และดูจะทำให้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน  

            แต่ในขณะหนึ่งแห่งความโด่งดังขององค์บาก ทุกอย่างก็เหมือนพลันจะหยุดลง หนังฝรั่งเศสอย่าง District B13 (ในชื่อไทย คู่ขบถคนอันตราย) ที่ได้รับอิทธิพลขององค์บากไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับดูสนุกกว่าองค์บากอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยความที่พล็อตเรื่องต่าง ๆ นั้นสมเหตุสมผลและสนุกตื่นเต้น ไม่เน้นฉากแอ็กชันแบบที่ต้อง Replay ให้ดูกันหลาย ๆ รอบ และมีหนังอีกหลายเรื่องที่นำมวยไทยของเราไปพัฒนาใช้ต่ออย่างกว้างขวาง ในขณะที่ความสำเร็จของหนังเรื่อง ต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นการกลับมาของ จา พนม และทีมงานสร้างชุดเดิม ก็ตามหลังองค์บากอยู่หลายก้าว และการกำเนิดขึ้นขององค์บาก 2 -3 ในช่วงเวลาถัดมา ก็ดูไม่สวยงามนัก

            การได้มาซึ่งความสำเร็จที่ว่ายาก การรักษาความสำเร็จนั้นยากกว่า ในกรณีที่ปีหน้าหากองค์กรทางการท่องเที่ยวจะมีนโยบายในการสนับสนุนมวยไทยอย่างจริงจังและต่อเนื่องจากของเก่าที่เราเคยมีนั้น จริง ๆ เคสขององค์บากนั้นทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างในการส่งออกวัฒนธรรมพอสมควร ความจริงความสนใจของชาวโลกที่มีต่อมวยไทยนั้นก็มีมานาน แต่มันไม่เคยไปไกลกว่าการตั้งท่าต่อยหรือใส่กางเกงที่มีเขียนคำว่า มวยไทย ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็จะออกมาเป็นรูปแบบของพิธีการต่าง ๆ ของมวยไทย การไหว้ครู ท่าเตะต่อยที่เป็นศิลปะมากกว่าการต่อสู้จริง ๆ เล็กน้อย ทำให้ดูเป็นสิ่งที่ค่อนข้างไกลตัว และเฉพาะทาง การปรากฏตัวของ จา พนม นั้นได้ละลายความศักดิ์สิทธิ์ของคำว่ามวยไทยลง และทำให้ลงมาติดดินมากขึ้นผ่านฉากแอ็กชันการเตะต่อยหลบหลีกตามตรอกซอยตึกแถวของชาวบ้านทั่วไป พร้อมกันนี้ยังอัดฉีดความแฟนตาซีให้กับกระบวนท่าต่างๆ ด้วยการเอามวยไทยไปบวกกับความพิสดารของฉากแอ็กชันต่าง ๆ เช่น กระโดดเตะลอยฟ้าหรืออะไรก็ว่าไป และการที่ยิ่งสมทบด้วยคำว่าไม่ใช้นักแสดงแทน ก็ยิ่งทำให้ใครที่มาเห็นย่อมตื่นตะลึงและเข้าถึงได้โดยง่าย ก็เหมือนกับการที่เราตื่นเต้นกับพฤติกรรมทีวีแชมเปียนของชาวญี่ปุ่นที่เวลาทำอะไรทั้งทีก็ทำสุดข้อกันไปเลย แล้วผลที่ออกมามักจะมหัศจรรย์เสมอ

            ในกรณีที่เราจะทำอะไรให้เข้าถึงประชาชนสากลนั้น บางครั้งสิ่งที่เราควรนำเสนอ มันไม่จำเป็นต้องเป็นของที่สะอาด สวยงามตา ชาวโลกถึงจะชอบ เพราะเอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่ชาวโลกชอบอย่างเป็นทางการ มันคือสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เป็นทางการ เพราะอะไรที่เป็นทางการแล้วมันมักจะเกิดจากการถูกควบคุมขัดเกลาจนสวยงามอย่างเป็นสากลก็เพื่อให้สากลยอมรับ แต่อะไรที่ไม่เป็นทางการนั้นมักจะเป็นธรรมชาติและเป็นตัวของตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่สากลยอมรับและยอมรัก เพราะมันไม่เหมือนกับสากลนี่แหละ

            แต่ทั้งนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องใช้เวลาและความอุตสาหะ จา พนมคงไม่ได้เกิดมาแล้วบินได้เลย เขาก็คงต้องเก็บประสบการณ์มากมายกว่าจะทำได้ถึงขนาดนี้ บ้านเราเมืองเราเป็นประเทศที่มักจะสนับสนุนเลทไป 15 นาที คือ สนับสนุนคนที่เขาทำอะไรแล้วสำเร็จไปแล้ว (ซึ่งก็มักจะเก่งกาจได้ด้วยการพึ่งพาตัวเอง) เอาว่าง่าย ๆ อย่างเคสล่าสุดกับน้องเมย์ (รัชนก อินทนนท์) นักแบดมินตันแชมป์โลกของไทย ที่ก่อนหน้านั้นน้องไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนมา แต่พอตีแบดชนะ กลับมากลายเป็นเทวดาไปเลย คำถามคือ ตอนน้องเขาฝึกฝนอยู่ ทำไมไม่มีใครไปสนับสนุนน้องเขาตั้งแต่ตอนนั้น แต่พอชนะนี่ โอ้โห กลายเป็นผู้ใหญ่รักการกีฬากันขึ้นมาทีเดียว น่านับถือจริง ๆ ที่จริงแล้วบ้านเรายังมีของดีอีกหลายอย่างที่รอได้รับการสนับสนุน หากผู้สนับสนุนค่อย ๆ มองให้ดีตามตรอกซอยต่าง ๆ  

            ความสำเร็จมักจะอยู่ไม่ยาวนานนัก และการยึดติดกับความสำเร็จอาจไม่ใช่เรื่องดี จา พนม เดินลงจากตำแหน่งซูเปอร์สตาร์ของโลกเร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้นัก มันอาจไม่เกี่ยวกับการที่จาหนีเข้าป่า หายตัวไปบ่อย ๆ จากบ้านอย่างที่เป็นข่าว แต่หากเกี่ยวกับการยํ่าลงบนความสำเร็จเดิมที่สร้างไว้ ความตื่นเต้นของตัวงานก็จะค่อย ๆ ลดน้อยลงไป อย่างที่เห็นว่าเคล็ดวิชาของจาถูกชาวโลกนำไปพัฒนาเป็นอย่างอื่นเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่จายังไม่สามารถสร้างสิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าขึ้นมา ที่จริงในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์เหมือนกัน ก็เข้าใจได้ว่ามันยากมากกับการที่เราจะก้าวข้ามความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากที่ตัวเองเคยทำไว้ แต่อย่างน้อย การสร้างสรรค์อะไรใหม่ที่แตกต่างจากของเดิม แม้จะไม่ได้ดีกว่า แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้คนที่คอยชมคอยดูรู้สึกตื่นเต้นกับมันมากกว่า อย่าคิดว่าอะไรที่มันดีอยู่แล้วก็ทำๆ ตามเดิมไป อย่าคิดว่าทำอะไรใหม่ ๆ แล้วมันเสี่ยง เพราะไอ้สิ่งที่เราเรียกว่า ‘ดีอยู่แล้ว’ ในเวลานี้ มันก็เคยเป็นของที่ใหม่และเสี่ยงมาก่อนเช่นกัน อันนี้คงเป็นสิ่งที่ Tony Jaa ในสมัยที่ยังเป็น จา พนม รู้ดี

            เรื่องราวขององค์บากและ จา พนม อาจจะไม่ใช่แค่กรณีศึกษาที่จบอยู่ในวงการภาพยนตร์ แต่ใครที่กำลังพยายามจะสื่อสารหรือส่งออกกับชาวโลกอยู่ ล้วนสามารถดูมันเป็นตัวอย่างได้จริง โดยไม่ต้องใช้สลิง และไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทน

post

รีวิว ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก…รักมั้ยลุง

ขื่อหนัง :ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก…รักมั้ยลุง
ขื่อไทย :ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก…รักมั้ยลุง
แนว :โรแมนติก
นักแสดงนำ :ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์
มนสภรณ์ ชาญเฉลิม
ปฐมภพ พูลกลั่น
เจตษ์ บุณโยประกา

ด้วยเชื่อว่าตัวหนังได้ส่วนผสมเรียกแขกแรง ๆ อย่าง พี่เคน ธีรเดช ที่ยังไง้ยังไงก็ตกสาวน้อยสาวใหญ่ด้วยหางเสียง “คะขา” จากตัวอย่างหนัง ไปจนถึงการดึงนักแสดงสาวสุดฮอต (หรือเปล่า) อย่าง พลอยมน มนสภรณ์ ที่เพิ่งตกหนุ่ม ๆ ไปในบท “น้องฝึกงาน” ใน น้อง พี่ ที่รัก แล้วถ้าไม่พอ..กลัวหนังจะขาดตัวเรียกแขกเป็นเด็กรุ่นใหม่หนังก็ยังมี ท้อป LazyLoxy แร็ปเพอร์สุดฮอตมาร่วมแสดงและขยันถอดเสื้อโชว์รอยสักไว้เรียกบรรดาสาว ๆ อีก เรียกได้ว่าทุกอย่างที่หนังมีดูจะห่างไกลจากเพลงประกอบอย่าง รู้ว่าเสี่ยง..แต่คงต้องขอลอง ยิ่งนัก แต่พอตัวอย่างหนังออกมา รวมไปถึงการได้มาดูหนังจริง คือพี่ว่า..หนังน้องเสี่ยงว่ะ.

เสี่ยงอันแรกเลย คือการคิดเอาเองว่า เทรนด์ผู้ชายสูงวัยมา แล้วจะเอาดาราทีวีสุดหล่อมาเล่นหนังรักที่พลอตซ้ำซากแบบนี้เนี่ยนะ? คือต่อให้คุณไม่ต้องดูหนังรักเป็นร้อยเรื่อง เอาแค่สุ่มหนังไทยแนวโรแมนติกในรอบ 5 ปีนี้มาดูก็พอ จะพบว่าพลอตที่เอาอายุเอย หรือหนังที่มีฉากจี๊ด ๆ นางเอกล้มตัวแล้วพระเอกรับเอย หรือจะเป็นมุกเสี่ยว ๆ (แต่แป้ก) ที่นางเอกเล่นเอย ล้วนแล้วแต่ผ่านการรีไซเคิลกันมาแบบเห็นแค่หัวซีนก็รู้แล้วว่ามันจะไปต่อยังไง ทั้งนางเอกที่เริ่มทำตัวงี่เง่ามากขึ้น พระเอกที่เริ่มเกิดอาการ “อ่ะฮึก” เวลาหันมาเจอนางเอกพอดี แล้วที่เลวร้ายที่สุดพอพระเอกบอกอายุ 40 คราวนี้หนังเล่นประเคนอาการคนแก่มาแบบเกินพอดี ทั้งกลัวความสูง กลัวความเร็ว สายตายาว ใช้สมาร์ตโฟนไม่เป็น ซึ่งถือว่าโอเวอร์จนไม่น่าเชื่อถือแล้ว การพยายามไปเล่นกับความโรแมนติกของยุค 90s อย่างการส่งโพสการ์ดกลับยิ่งทำให้หนังคลีเช่หนักยิ่งกว่าหนังไทยที่ออกฉายในช่วงปี 2520-2530 อีกนะเนี่ย

เสี่ยงที่สอง คือหนังยังอุตริคิดว่า เชียงใหม่ เป็นเมืองโรแมนติกอยู่อีกเหรอ ? คือ 10 กว่าปีที่แล้วเราก็มี เพื่อนสนิท ช่วยจุดเชียงใหม่ฟีเวอร์ ทำเอาผู้ชายอยากเป็นไข่ย้อยกันทั้งประเทศ (ชื่อตัวละครนะครับไม่ใช่อาการต่อมลูกหมากผิดปกติ) แล้วจากนั้นหนังหลายเรื่องก็วนเวียนกันไปใช้เชียงใหม่เป็นโลเคชั่น แต่กับ ฮาร์ทบีท นี่หนักเลย เพราะแต่ละสถานที่นี่คือ ที่เที่ยวที่หนัง ละคร ไปถ่ายกันมาทะลุหมดแล้ว แต่ถ้าจะนับว่าร้านกาแฟเปิดใหม่ หรือ ฟู้ดทรัค เป็นความแปลกใหม่ก็เอาที่พี่สะดวกเถอะนะ… แถมยิ่งหนังมีภาคบังคับให้ต้องเอาคู่พระนางไปเล่นเครื่องเล่นอันตรายก็กลายเป็นการตอกย้ำเลยว่าหนังไม่ได้สนใจว่าจะพาตัวเองไปสู่จุดขัดแย้ง หรือปมปัญหาที่เหมือนหนังรักอีกเกือบแปดหมื่นสี่พักหกร้อยเจ็ดสิบเก้าเรื่องที่ลงท่าเดียวกันหมด ต่อให้หนังจะถ่ายได้สวยแค่ไหนก็ไม่ได้นำเสนอมุมมองแปลกใหม่ของสถานที่เท่าใดนัก  ที่ซ้ำร้ายคือพอจะขายสถานที่หนังก็เลยเสียเวลาที่ตัวเองควรจะเล่าเรื่องหรือเพิ่มเหตุและผลให้การกระทำของตัวละครไปกับการพาเที่ยวของนางเอกอย่างน้ำหวาน ที่ดูเธอจะเสี้ยนการได้ออกเที่ยวนอกบ้านเหลือเกินทั้งที่แม่ก็เป็นห่วงสั่งห้ามต่าง ๆ นานา แต่ก็แปลกใจทำไมยอมให้ลูกสาวมากับคนแปลกหน้าได้วะ ฮ่าาาา.

อีกเสี่ยงอันนี้คือจุดที่หลายคนน่าจะเห็นตรงกันว่า “แปลกปลอม” ไม่เข้ากับเรื่องที่สุดคือ ฉากเล่นเกม Free Fire ในหนังที่มาตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง หรือจะเป็นกิจกรรมที่นางเอกและเพื่อนชอบทำไปจนถึงชวนให้พระเอกเล่นเกมนี้เพื่อให้หนังมีพื้นที่โฆษณา แถมหนักข้อถึงขั้นให้พี่เคนใส่เสื้อยืด Free Fire. สีขาวเหมือนฝ่ายคอสตูมลืมเตรียมเสื้อผ้าแล้วเอาเสื้อยืดสปอนเซอร์มาให้ใส่ ซึ่งพังมาก! แล้วการนำเสนอก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นเร้าใจเพราะพอเป็นหนังงบน้อย เอฟเฟกต์ก็เลยดูปลอม ๆ ดูแล้วก็ได้แต่กุมขมับ และเราอาจต้องพิจารณาแล้วล่ะว่าเราควรเสียค่าบัตรชมภาพยนตร์อันแสนแพงเพื่อมาดูโฆษณาขายตรงแบบนี้หรือไม่? ที่ร้ายที่สุดคือต่อให้เล่นกี่คน ในภาพแฟนตาซี ก็มีแค่ พรอยมน กับพี่เคน เลยอดเห็นเลยว่า โอนีล ฐิตินันท์ คลังเพชร น้องแว่นเพื่อนนางเอกเวลาอยู่ในเกมใส่ชุดอะไร ปั่ดโถ่ว์…

เอาล่ะมาปิดท้ายกันที่จุดที่หนังมั่นอกมั่นใจกันบ้าง นั่นคือการมีอยู่ของพี่เคน ธีรเดช ที่นอกจากละครที่ทำเอาสาว ๆ ติดกันทั่วบ้านทั้วเมืองแล้วก็มีทั้งหนังฮิตสุดขีดอย่าง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ  (2552) งานขายฝีมืออย่าง ข้างหลังภาพ (2544) และพอหายจากจอใหญ่ไปร่วม 10 ปี ปีก่อนเขาก็เริ่มรับงานหนังอีกครั้งกับ นรก 6 เมตร งานทริลเลอร์แฟนตาซีที่แฝงความกลัวของคนอายุ 40  กำกับโดย พิง ลำพระเพลิง เจ้าพ่อหนังรักสุดแนว เราอาจเดาไม่ได้เลยว่าทำไมดาราเบอร์ใหญ่อย่าง ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ถึงมาปรากฎในหนังรักที่เอาอายุผู้ชายเป็นจุดขายอย่าง เสี่ยงนัก..รักมั้ยลุง แบบนี้ได้ เพราะบท ชัย นี่แทบไม่ต้องพึ่งพาพลังการแสดงระดับพี่เคนเลยด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือบทภาพยนตร์ที่ปั้นคาแรกเตอร์ให้ชัยเหมือนคนอายุ 60 ในร่างพี่เคนทั้งเรื่องความเชย ขับรถช้า ๆ ความเซื่องต่าง ๆ นานา ซึ่งเอาจริง ๆ คือคนอายุ 40 ในชีวิตจริงของเรามันดูวัยรุ่นกว่านี้เยอะป่ะวะ? ดังนั้นเหตุผลเดียวที่ตัวละคร ชัย ต้องมาสิงในร่างพี่เคนก็คงหนีไม่พ้นเหตุผลในการร่วมจอกับน้องพรอยมน มนสภรณ์ ชาญเฉลิม ในบทน้ำหวานลูกสาวเจ้าของโฮมสเตย์นี่แหละ ซึ่งเธอก็เอาตัวรอดด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวจากใบหน้าเก๋ ๆ และเคมีที่เข้ากันกับพี่เคนทำให้เกิดโมเมนต์ชวนจิกหมอนขึ้นหลายซีนอยู่เหมือนกัน แต่กระนั้นก็เป็นบทหนังเหมือนกันที่ไม่ได้ให้ตัวละครทำอะไรมากไปกว่าทำตัวงี่เง่า เว้าวอนอยากได้ผู้ จนดูเธอ “สลิด” มากกว่าน่าสงสาร อีกอย่างคือรำคาญเสียงหัวใจเต้นของน้ำหวานมากเป็นเสียงที่เหมือนไปเอาสต็อกไลบรารีที่ละครชอบมาใช้ใส่เข้ามาเพื่อให้คนดูตื่นเต้น แต่กับหนังกลับทำให้รู้สึกรำคาญเสียมากกว่า จนบางทีถ้าเทียบกับบทน้องฝึกงานใน น้อง พี่ ที่รัก ที่เพิ่งฉายไปต้นปีเรากลับรู้สึกว่าพรอยมนในเรื่องนั้นมีเสน่ห์กว่าเรื่องนี้เยอะเลย จนน่าเสียดายว่าได้บทนำทั้งทีน่าจะได้อยู่ในหนังที่มีบทแข็งแรงกว่านี้หน่อย ส่วน ท้อป LaxyLoxy ในบทเก่งกี้ ที่บทดูจะส่งให้เป็นตัวขโมยซีนและเหมือนจะเป็นอุปสรรคความรักระหว่างน้ำหวานและลุงชัย ก็กลายเป็นสร้างความรำคาญมากกว่าจะสร้างสีสันไปเสียอีก  

เอาเป็นว่า ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก..รักมั้ยลุง อาจไม่ได้เหมาะสำหรับคนที่อยากดูหนังที่มีพลอตแปลกใหม่ หรือ หนังรักจี๊ด ๆ ไว้ประดับโพรไฟล์คนดูหนังโรแมนติก เก็บโควตจากบทพูดดี ๆ หรอก แต่มันเหมาะกับแฟนคลับพี่เคนที่อยากเห็นเขาบนจอใหญ่ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์และสามารถอยู่รอดได้ทั้งในทีวีและจอภาพยนตร์จริง ๆ ส่วน พรอยมัน และ โอนีล ก็น่าจะทำให้หนุ่ม ๆ ใจเต้นบ้างแหละ ส่วนมุกในหนังก็ขยันปล่อยทิ้งเรี่ยราดมาก เชื่อว่าอาจโดนใจคนเส้นตื้นอยู่สักมุกสองมุกนะครับ ลองไปดู.

post

รีวิว พี่นาค 2

ขื่อหนัง : พี่นาค 2
ขื่อไทย : พี่นาค 2
แนว : ภาพยนตร์สยองขวัญ/ตลกสยองขวัญ
นักแสดงนำ : วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์
ชินวุฒ อินทรคูสิน
พลอยชมพู
ชุติมา นัยนา

ผ่านไป 1 ปีพอดีหลังจากความสำเร็จของ พี่นาค หนังพระเป็นผีจากค่ายไฟว์สตาร์ที่ทำได้ดีขนาดกวาดรายได้ไปกว่า 150 ล้านบาททั่วประเทศ แถมยังได้ออกไปฉายต่างประเทศแบ่งปันความหลอนถ้วนทั่ว จึงไม่แปลกใจที่ไฟว์สตาร์จะให้ผู้กำกับต้นฉบับที่โตมาจากสายงานกำกับศิลป์อย่าง ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ ที่เคยมีหนังผีบทซับซ้อนอย่าง มอญซ่อนผี เป็นหนังแจ้งเกิดได้มาสานต่อความฮาความเฮี้ยนเป็นแฟรนไชส์ใหม่ของค่าย โดยเอาปมที่หนังภาคแรกทิ้งไว้ก่อนจบว่า นอกจากตำนานเรื่องนาคไม่ได้บวชแล้วยังมีอีกตำนานนั่นคือ พระที่บวชที่วัดนี้ห้ามสึก ด้วย นอกจากนั้นถ้ามองดี ๆ ตัวผู้กำกับคงไม่ได้มีไอเดียหยุดแค่ต่อภาคสอง แต่จากที่บอลลูนบนไว้ว่าจะบวช 3 พรรษา (3 ปี) เพราะเข้าใจผิดว่าคือแค่ 3 เดือน ก็น่าจะหมายถึงพรรษาละภาคเลยนั่นล่ะ เราอาจได้เห็นพี่นาคเป็นหนังไตรภาคก็เป็นได้ ซึ่งตอนจบของ พี่นาค 2 เองก็มีฉากที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดี แถมมาแบบเหนือความคาดหมายอีกแล้ว

ทั้งนี้ตัวเอกของหนังในภาคที่แล้วอย่างงานศิลป์พิถีพิถันสร้างสรรค์บรรยากาศสะพรึงจากวัดป่า โบถส์ วิหาร ศาลเพียงตา และพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ถูกมองผ่านแว่นแห่งความสยองได้อย่างน่าจดจำนั้น ในภาคนี้ก็ลดบทบาทลงไปมาก เพราะทางผู้สร้างต้องเอาเวลาไปเทให้กับตัวละครที่มากขึ้นแบบมากกว่าภาคแรกเกินเท่าตัวได้เลย เพราะไม่เพียงเหล่าตัวละครเก่า ๆ ที่ได้กลับมากันครับครันทั้ง พระโหน่ง (ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ จากละคร กรงกรรม) กับ 2 เพื่อนแต๋วอย่าง บอลลูน (เอม-วิทวัส  รัตนบุญบารมี หรือ เอม ตามใจตุ๊ด) กับ เฟิร์ส (เจมส์-ภูวดล เวชวงศา ขาประจำหนังค่ายไฟว์สตาร์ที่ยังคงหาเหาใส่หัวได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ทั้งสมทบด้วยเณรไฮเทคอย่าง เณรน็อต (ต้า-อธิวัตน์ แสงเทียน) และเด็กวัดลุกเด็กแว้นที่เลื่อนเวลมาเป็นสัปเหร่อแทนปู่อย่าง อ๊อด (ปอนด์-คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิ) แล้ว

ในภาคใหม่นี้ยังสมทบจัดหนักเสริมแก๊งหลัก แก๊งรองถ้วนทั่ว อย่าง 3 เพื่อนซี้ โหน่ง บอลลูน และเฟิร์ส ก็ได้เพื่อนใหม่เป็นซุป’ตาร์เกาหลี โทมินจุน (มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร) ที่มาขอบวชแก้บนและต้องผจญซวยเพราะไม่รู้ว่าสิ่งลี้ลับที่ตามติดพวกเขาอยู่คือคำสาปเดิมของนาคนนที่ห้ามโทิมินจุนบวช หรือคำสาปของนาคใหม่ที่ห้ามบอลลูนกับเฟิร์สสึกกันแน่ ส่วนแก๊งเณรแก๊งเด็กวัดก็ได้พวกเพิ่มมาเยอะทีเดียว เสียดายว่าคาแรกเตอร์วางไว้จัดแต่ถึงเวลาจริงเราก็แทบแยกความแตกต่างของเหล่าเณรกลุ่มนี้ไม่ออก ไม่ว่าจะ เณรกู๊ด สายหน้ามึน เณรบอม สายบ้าพลัง เณรคิดดี สายโลกสวย ส่วนแก๊งเด็กวัดของอ๊อดก็ได้ลูกไล่เพิ่มอย่าง ฟ้าลั่น เด็กวัดสายป่วน กับ เจ ลูกครึ่งสายซ่อม ซึ่งที่ว่ามานี้ตัดออกเกินครึ่งได้เลยแบบไม่มีผลอะไรกับหนัง แต่ที่โดดเด่นสุดในกลุ่มตัวละครใหม่ภาคนี้ก็คงต้องยกให้ผีนาคตนใหม่อย่าง อ้ายสน (ธามไท แพลงศิลป์) ที่แสดงได้เข้มและเมกอัปผีได้โหดไม่แพ้พระนนในภาคแรกเลย เสียดายก็แค่พอหนังต้องกระจายบทไปให้ตัวละครที่มากขึ้น เวลาผีไทม์เลยน้อยลงแถมไม่ค่อยมีเวลาบิ้วแบบภาคแรกที่มาเป็นขบวนแห่นาคไร้หัว ในภาคนี้เปิดตัวมาดูดีด้วยแฟลชแบ็กที่ตามฆ่าอดีตพระตายคาขบวนแห่ แต่พอถึงเวลาหลอกจริงกับกลุ่มตัวเอกกลับธรรมดามากไปหน่อย เทียบกับตอนนาคนนสิงบอลลูนในภาคแรกแบบเทียบไม่ติดเลย

ปัญหาใหญ่ของหนังก็มาจากการวางโครงเรื่องมาดี คิดเฉลยคิดฉากจบมาพร้อม แต่ต้องมายำตัวละครและด้นสดระหว่างทางเพื่อพากลุ่มตัวละครไปสู่ตอนจบที่ตั้งใจไว้มากไปหน่อย ทำให้กลุ่มโครงสร้างเนื้อเรื่องแกว่งไปมาเดี๋ยวดราม่าแรง เดี๋ยวตลก เดี๋ยวผี แบบไม่ค่อยไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะซีนดราม่าทั้งหลายมาแบบเด่นเด้งไม่สนใจฉากก่อนหน้าและที่จะตามมาเลยจนรู้สึกหนังคิดรายละเอียดบทมายังไม่เนี้ยบพอ แต่พอโครงสร้างของหนังที่เป็นพลอตใหญ่เริ่มทำงานในช่วงหลังมีการเฉลยนั่นนี่แล้วก็เริ่มดูสนุกขึ้น ดูน่าตื่นเต้นกับเรื่องราวผูกโยงอดีตชาติ แถมยังมีคำสอนต่าง ๆ อิงไปนาคในพระพุทธศาสนาอีก ตรงนี้ประทับใจเลยล่ะ แต่ก็นั่นล่ะถ้าทีมสร้างไม่เร่งทำหนังชนปีต่อปีขนาดนี้ น่าจะมีเวลาเกลาตัวละครและบทบิ้วต่าง ๆ ช่วงแรกได้เยี่ยมกว่านี้ มีคัตการแสดงที่งง ๆ เคมีไม่ล้นก็ขาดน้อยกว่านี้

ความตลกของหนังก็มาจากมุกสถานการณ์บ้างอย่างช็อตเจอสิงสาราสัตว์เป็นต้น แต่ที่ทำงานเอาจริง ๆ และรู้สึกตลกธรรมชาติกว่ามากคือการแสดงแบบเป็นตัวเองของ เอม ตามใจตุ๊ด เสียมากกว่า ฉากเล่าเรื่องย้อนอดีตชาติให้ทุกคนฟังคือสนุกมาก เสียดายที่หนังมีอะไรที่ลงตัวพอดีแบบนี้น้อยไปหน่อย แต่โดยรวมก็เป็นหนังที่ดูเอาฮาเอาข้อคิดได้บ้าง และก็ต่อยอดตัวเองได้น่าสนใจ ถ้ามีโอกาสได้ทำภาคต่อไปก็ไม่แปลกใจล่ะนะ เพราะในธีมพระเป็นผีนี่แฟรนไชส์เรื่องนี้เป็นเจ้าตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

post

รีวิว พี่นาค

ขื่อหนัง : พี่นาค
ขื่อไทย : พี่นาค
แนว : ภาพยนตร์สยองขวัญ/ตลกสยองขวัญ
นักแสดงนำ : วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์
ชินวุฒ อินทรคูสิน
พลอยชมพู
ชุติมา นัยนา

เรียกได้ว่าเป็นหนังผีที่ได้กระแสตอบรับดีตั้งแต่ปล่อยโปสเตอร์แรกออกมาให้เห็นเลยทีเดียว สำหรับ พี่นาค หนังสยองขวัญคอมเมดี้จากฝีมือการกำกับของ ไมค์ ภณธฤต ที่เคยฝากผลงานความหลอนไว้ใน มอญซ่อนผี (2015) เมื่อ 4 ปีที่แล้ว กลับมาคราวนี้ได้หยิบเอาเรื่องราวการบวชนาคสุดสยองมาถ่ายทอดบนจอเงิน ซึ่งงานนี้ยังได้นักแสดงฝีมือเยี่ยม ชิน ชินวุฒ มารับบทบาทสำคัญ พร้อมด้วยแก๊งหนุ่มๆ ที่จะมาบวช นำโดย ออกัส วชิรวิชญ์, เจมส์ ภูริพรรธน์, เอม ตามใจตุ๊ด ร่วมด้วยนักแสดงมากฝีมืออีกเพียบ

พี่นาค ว่าด้วยเรื่องราวในวัดเก่าแห่งหนึ่งย่านชานเมืองมีตำนานอยู่ว่า หากแม้นใครจะมาขอบวช คนผู้นั้นจะต้องตายตอนเป็นนาค คนที่ไม่เชื่อและลองดีล้วนจบชีวิตลง โดยที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของผีพี่นาค ทว่า โหน่ง เฟิร์ส และ บอลลูน กลับต้องมาบวชที่วัดนี้เพราะบอลลูนดันบนเอาไว้ว่าหากถูกหวยทั้งคู่จะบวชที่วัดแห่งนี้

ส่วนโหน่งนั้นชีวิตของเขาทั้งตกงาน แฟนทิ้ง โดนเพื่อนโกง ทางรอดของเขาคือบวชอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร แต่เมื่อได้ยินเรื่องผีพี่นาคทั้งสามตัดสินใจบวชทันที แต่นั่นก็สายเกินไปแล้ว เพราะในตำนานยังบอกอีกว่าหากแม้นใครเปลี่ยนใจหนีไปก็จะตายตั้งแต่ก้าวออกไปจากประตูวัดทันที

หลังจากได้เห็นโปสเตอร์รวมไปถึงตัวอย่างหนังที่ทางค่ายไฟว์สตาร์ปล่อยออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกันก่อนหน้านี้ ก็เรียกได้ว่า พี่นาค เป็นหนังที่มีความหลอนและน่ากลัวสร้างความอยากดูได้เป็นอย่างดี ด้วยธีมหลักของเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาประกอบกับฉากที่เห็นส่วนใหญ่ในหนังนั้นล้วนเต็มไปด้วยความรกร้างจากวัดเก่า ทำให้เรื่องราวในหนังยิ่งทวีความวังเวงมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องที่เป็นการแห่นาคตอนกลางคืนนั้นขอยกให้เป็นฉากที่หลอนที่สุดเลยก็ว่าได้

แน่นอนว่าแค่เห็นรายชื่อนักแสดงมากมายทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า โดยเฉพาะเป็น ชิน ชินวุฒ แล้วจึงทำให้ค่อนเกิดความคาดหวังกับหนังมากพอสมควร และแน่นอนว่าการแสดงในส่วน หนุ่มชิน ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย แม้ว่าบทบาทของ นาคนนท์ จะไม่ได้ออกมาทุกฉาก แต่ก็ถือว่าเป็นตัวละครสำคัญที่สุดอีกตัวหนึ่ง ซึ่งการปรากฏตัวออกมาแต่ละครั้งบวกกับดนตรีประกอบแบบไทยๆ นั้นทำเอาผู้ชมคนดูอย่างแทบปิดตาไม่ทัน (เฉพาะคนขวัญอ่อน) โดยหนังได้ใส่จังหวะตุ้งแช่ออกมาถี่มาก จนช่วงหลังๆ พอเริ่มจับทางได้ก็ไม่ได้ตกใจมากอย่างที่คิด

จะเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงแรกหนังได้เอาความสยองขวัญกับความตลกมาใส่ไว้ด้วยกันซึ่งก็ทำออกมาได้ดี มุกแต่ละมุกก็ฮาใช้ได้ แต่ก็ไม่ถึงกับขำก๊าก ส่วนในเรื่องของความน่ากลัวก็อย่างที่บอกว่ามันหลอนจริงๆ ยิ่งได้ดนตรีประกอบของไทยมาใส่ก็ยิ่งทำให้นึกถึงหนังผีสมัยก่อนที่ได้ยินแค่เสียงก็กลัวจนขนหัวลุกแล้ว แต่หนังยังมาตกม้า(เกือบ)ตายในตอนท้ายที่แม้ว่าจะพยายามขมวดปมจบแบบเคลียร์ๆ ซึ้งๆ แต่ก็ยังทิ้งบาดแผลไว้หลายจุด ซึ่งบางเรื่องมันก็ไม่ได้มีความสมเหตุสมผลมากนัก และในบางฉากก็ยังใส่เรื่องราวเกี่ยวกับการบวชนาคในพุทธประวัติิซึ่งทำออกมาแล้วดูไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมของ พี่นาค ก็สามารถตอบโจทย์ความสนุกได้ดีทีเดียว ทั้งในเรื่องของความสยดสยองจากผีที่มีแรงอาฆาตสูง และเรื่องราวความตลกจากทุกๆ ตัวละครที่ช่วยกันส่งให้หนังไม่น่าเบื่อ โดยเฉพาะตัวละคร บอลลูน รับบทโดย เอม ตามใจตุ๊ด ผู้ซึ่งมีความตลกอย่างเป็นธรรมชาติและมีส่วนอย่างมากที่ทำให้หนังออกมาสนุกได้ขนาดนี้ เรียกได้ว่าสนุกครบทุกรสเลยทีเดียว หากคาดการณ์จากตอนจบของเรื่องก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีเรื่องราวภาคต่อซึ่งถ้าทำออกมาจริงๆ ก็เชื่อว่าน่าสนใจไม่น้อย

post

รีวิว รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน

ขื่อหนัง : LOVE BATTLE
ขื่อไทย : รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน
แนว : โรแมนติก/คอมเมดี้
นักแสดงนำ :  ปั้นจั่น ปรมะ 
เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

ถือว่าเป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่องล่าสุดของไทยที่เพิ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ สำหรับ รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน จากผลงานการกำกับภาพยนตร์แบบเต็มตัวเรื่องที่สองของ โจ้ วิรัตน์ เฮงคงดี ซึ่งเคยฝากเรื่องราวความสนุกสะท้อนชีวิตจริงในโลกการทำงานของมนุษย์เงินเดือนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ใน ยอดมนุษยเงินเดือน (2012) ล่าสุดนี้เขาก็ยังนำเอาเรื่องราวส่วนหนึ่งจากการทำงานมาถ่ายทอดบนจอเงินอีกครั้ง เพียงแต่อาจจะไม่เข้มข้นเท่ากับเรื่องแรก ซึ่งในเรื่องนี้ได้นำเสนอความรักเป็นแกนหลัก

รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน ว่าด้วยเรื่องราวของการต่อสู้กันระหว่างคนที่เชื่อในความรัก และคนที่ไม่เชื่อในความรัก แทน เป็นคนที่ไม่เชื่อในความรัก เนื่องจากมีประสบการณ์จากการถูกแฟนสาวของเขาทอดทิ้งอย่างเจ็บปวด ทำให้เขาต้องต่อสู้กับ จี๊ด ผู้ที่ตลอดเวลายังเชื่อ และศรัทธา ว่ารักแท้นั้นมีอยู่จริง แทนจึงได้ออกแบบกรมธรรม์ขึ้นมากรมธรรม์หนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าคู่รักที่มาซื้อกรมธรรม์นี้ ภายใน 2 ปีไม่เลิกกัน รับเงินประกันคืนไปเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมดอกเบี้ยอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ทันที

แน่นอนว่าดูจากหน้าหนังแล้วคงไม่ยากที่จะเดาเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน เพราะหนังก็ยังคงไม่ได้ฉีกแนวไปจากความโรแมนติกคอมเมดี้เหมือนเรื่องอื่นๆ เพียงแต่ได้มีการนำเสนอเรื่องกรมธรรม์ประกันความรักขึ้นมาเป็นกิมมิกให้น่าสนใจ ซึ่งถือทำออกมาได้ค่อนข้างดีแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้อยู่ในหลักความจริงที่จะเป็นไปได้เลยก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเงื่อนไขของประกันนี้มีส่วนทำให้หนังน่าสนใจไม่น้อย เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ทำให้อยากรู้ต่อไปว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

ในส่วนของความโรแมนติกคอมเมดี้นั้นก็ถือว่าสอบผ่าน หลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนทำออกมาถูกจังหวะฮามาก แถมยังมีการพยายามไทอินรายการต่างๆ ของผู้กำกับเข้ามาให้มีสีสัน ซึ่งก็ถือทำออกมาได้ไม่น่าเกลียดแต่ก็ไม่ค่อยเข้ากันอย่างที่คิด เช่น รายการแร็ปเปอร์ที่พยายามเชื่อมโยงให้เข้ากับคาแรคเตอร์ของนางเอก นอกจากนั้นต้องขอชื่นชมในส่วนของนักแสดงตัวประกอบที่นำเอาคาแรคเตอร์ของแต่ละคนเข้ามาแบบพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อย ไมแย่งซีนจนเกินไป

นอกเหนือไปจากเรื่องราวความสนุกสนานจากการเอาชนะกันแบบพ่อแง่แม่งอนของพระ-นางที่มีกลิ่นไอความเป็นเกาหลีมากๆ แล้ว (แน่นอนว่าหนังสร้างค่ายเกาหลี) ในส่วนของนักแสดงอย่าง ปั้นจั่น ปรมะ และ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ก็ดูเหมือนว่ามีเคมีเข้ากันดีมาก พระเอกก็ถ่ายทอดความเป็นผู้ชายเนิร์ดๆ ออกมาได้ดี ส่วนฝ่ายนางเอกก็น่ารักสดใสดูแล้วชุ่มชื่นหัวใจไม่น้อย

โดยรวมแล้วพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าหนังสนุกมีครบทุกรส ทั้งฮา เศร้า และซึ้ง ส่วนฉากเลิฟซีนก็มีมาบ้างประปราย แต่ก็อาจจะมีหลายๆ ส่วนที่มันยังดูขัดๆ ไม่สมจริงอยู่ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าต้องการสร้างอรรถรสจากความเป็นภาพยนตร์ให้ดูแล้วสนุก เชื่อว่าหากไม่ได้คิดอะไรมากหรือจริงจังไปกับความไม่สมเหตุสมผลในหลายๆ จุดก็คงทำให้ดูหนังไม่สนุก เอาเป็นว่าใครอยากลองตีตั๋วเข้าไปชมก็ไม่เสียหายอะไร เพราะคุณภาพงานสร้างก็ไม่เสียชื่อเกาหลีอยู่แล้ว

post

รีวิว Low Season สุขสันต์วันโสด

ขื่อหนัง : Low Season
ขื่อไทย : สุขสันต์วันโสด
แนว : โรแมนติก-คอเมดี้
นักแสดงนำ :  มาริโอ้ เมาเร่อ
พลอยไพลิน ตั้งประภาพร
กิดาการ ฉัตรแก้วมณี
อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ

เราคงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ากระแสบอกต่อแบบปากต่อปากและรีวิวในทิศทางบวกบนโลกโซเชียล ทำให้เราเกิดความสนอกสนใจหนังไทยเรื่อง “Low Season สุขสันต์วันโสด” หลังจากที่หนังเขาฉายในโรงภาพยนตร์ไปแล้วเกือบสัปดาห์

ปัจจัยแรกที่เราเลือกจะมองข้ามหนังเรื่องนี้ในตอนต้น สืบเนื่องมาจากผลงานเรื่องก่อนๆของตัวผู้กำกับ “นฤบดี  เวชกรรม” อาทิ สาระแนห้าวเป้ง!!!, สาระแนสิบล้อ และ สาระแนเห็นผี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหนังที่ไม่ถูกจริตของเราด้วยประการทั้งปวง เลยคิดว่างานอย่าง Low Season สุขสันต์วันโสด คงจะไม่ถูกจริตกับเราสักเท่าไหร่นัก แต่กลายเป็นว่า เราคิดผิดอย่างแรง!

หลังจากที่ได้ชม Low Season สุขสันต์วันโสด เพียงไม่กี่นาที เรากลับพบว่าบรรดาตัวละครเด่นในเรื่องไม่ว่าจะเป็นคู่พระนาง หลิน (พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร)และ พุธ (มาริโอ้ เมาเร่อ) หรือบรรดาตัวละครสมทบอาทิ นุ่น (โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร), วิทยา (นิกกี้-ณฉัตร จันทพันธ์), พี่โอม (โจ๊ก-อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ), พี่อ้อม (อ้น-ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์), พี่กะเร (เปิ้ล-นาคร ศิลาชัย) และเก็ท (ต้นหลิว – มรกต หลิว) ต่างเป็นตัวละครที่เปี่ยมเสน่ห์ รับบทบาทของตัวเองได้อย่างน่ารักน่าชัง พวกเขาล้วนเข้าขาและรับส่งบทกันอย่างลื่นไหล เป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังไปอยู่ในวงเพื่อนที่กำลังเฮฮาสังสรรค์และปรับทุกข์โศกกันอย่างแท้จริง

แม้เส้นเรื่องหลักของหนัง Low Season สุขสันต์วันโสด จะต้องการเล่าไปถึงความสัมพันธ์พังๆของหลิน ที่อกหักและตัดสินใจเดินทางออกมาเที่ยวต่างจังหวัด อันเป็นสถานที่ซึ่งเธอเคยพบรักกับอดีตแฟนหนุ่มอย่างพี่ต่อ (ซุง-กิดาการ ฉัตรแก้วมณี) ซึ่งปัจจุบันนี้เขาได้กลายเป็นร็อคสตาร์ที่โด่งดังและมีชื่อเสียง จนคนอย่างหลินรู้สึกได้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแฟนหนุ่มช่างเหินห่างเสียเหลือเกิน

หลังจากที่ได้ชม Low Season สุขสันต์วันโสด เพียงไม่กี่นาที เรากลับพบว่าบรรดาตัวละครเด่นในเรื่องไม่ว่าจะเป็นคู่พระนาง หลิน (พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร)และ พุธ (มาริโอ้ เมาเร่อ) หรือบรรดาตัวละครสมทบอาทิ นุ่น (โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร), วิทยา (นิกกี้-ณฉัตร จันทพันธ์), พี่โอม (โจ๊ก-อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ), พี่อ้อม (อ้น-ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์), พี่กะเร (เปิ้ล-นาคร ศิลาชัย) และเก็ท (ต้นหลิว – มรกต หลิว) ต่างเป็นตัวละครที่เปี่ยมเสน่ห์ รับบทบาทของตัวเองได้อย่างน่ารักน่าชัง พวกเขาล้วนเข้าขาและรับส่งบทกันอย่างลื่นไหล เป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังไปอยู่ในวงเพื่อนที่กำลังเฮฮาสังสรรค์และปรับทุกข์โศกกันอย่างแท้จริง

แม้เส้นเรื่องหลักของหนัง Low Season สุขสันต์วันโสด จะต้องการเล่าไปถึงความสัมพันธ์พังๆของหลิน ที่อกหักและตัดสินใจเดินทางออกมาเที่ยวต่างจังหวัด อันเป็นสถานที่ซึ่งเธอเคยพบรักกับอดีตแฟนหนุ่มอย่างพี่ต่อ (ซุง-กิดาการ ฉัตรแก้วมณี) ซึ่งปัจจุบันนี้เขาได้กลายเป็นร็อคสตาร์ที่โด่งดังและมีชื่อเสียง จนคนอย่างหลินรู้สึกได้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแฟนหนุ่มช่างเหินห่างเสียเหลือเกิน

ม้จุดบอดของ Low Season สุขสันต์วันโสด คือช่วงเวลา 20 นาทีสุดท้ายของหนัง ที่มีลักษณะของการ “จบไม่ลง” เลยกลายเป็นว่าบทสรุปของเรื่องจึงมีลักษณะของการรวบรัดตัดตอนแล้วปิดเรื่องราวแบบปาหมอน แต่เมื่อพิจารณาจากความสนุก เสน่ห์และความโรแมนติกของภาพรวมแล้ว หนังก็ไม่ได้ถือว่าย่ำแย่แต่อย่างใด

post

รีวิว Friend Zone

ขื่อหนัง : Friend Zone
ขื่อไทย : ระวังสิ้นสุดทางเพื่อน!
แนว : โรแมนติก/คอมเมดี้
นักแสดงนำ :  ณภัทร เสียงสมบุญ
พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์
เจสัน ยัง

“เป็นเพื่อนกันก็ดีอยู่แล้วนี่ ?”
หนังอีกเรื่องของค่าย GDH ที่เข็นประเด็นโดยในหมู่วัยรุ่นออกมาเป็นหนังไม่ขาดสาย ครั้งนี้ก็เอาเรื่องเล่าสุดจี๊ดที่หลายคนเจอในช่วงวัยรุ่นมาเสริฟอีกเช่นเคย ในช่วงเดือนแห่งความรักแบบนี้
เรื่องก็ว่าด้วยราวของเพื่อนซี้ชายหญิง ปาล์ม-กิ๊ง ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน คอยผลัดกันช่วยเหลือ เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน คอยอยู่ข้างๆกันมาตลอดจนมหาลัย จนทำงาน

หลังจากเหตุการณ์นึงที่เกิดขึ้นกับกิ๊ง ทำให้ปาล์มอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง และมาคอยดูแลตามภาษาเพื่อนสนิท แต่แล้วเส้นกั้นบางๆระหว่างคำว่าเพื่อน กับแฟน ที่เริ่มเลือนราง ก็ทำให้ทั้งสองเริ่มรู้สึกถึงสัญญาณบางอย่าง ที่ทำให้อะไรๆ มันไม่เหมือนเดิม
“เฟรนโซน”ที่เคยประกาศกันไว้ชัดเจนเริ่มปรากฎหนทางข้ามผ่าน ขณะที่เดินทางไปที่ต่างๆ ด้วยกันนั้น บางสิ่งก็เติบโตในหัวใจของ ปาล์ม และกิ๊งมากขึ้นเรื่อยๆ

หนังเรื่องนี้ให้ประเด็นข้อคิดดีมาก ทั้งความเป็นเพื่อน การดำเนินชีวิต การเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง วิธีก้าวข้ามความกลัวด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ
จากเพื่อนสู่แฟนคือการเปลี่ยนแปลงที่มีความเสี่ยง ซึ่งผลตอบแทนนั้นก็คุ้มสำหรับบางคน มีทั้งคนที่เจ็บช้ำ และมีความสุข และทำให้รู้ว่าบางครั้ง เฟรนโซน ก็ไม่ได้แย่เสมอไป แต่เป็นเพียงการเสนอทางเลือกใหม่ๆให้กับเรา ว่าจะทนอยู่แบบนี้ต่อไป หรือยอมตัดใจเดินหน้าไปพบปะกับคนใหม่ๆ ที่อาจรอคอยอยู่ที่ไหนสักแห่ง

มีช่วงที่การเล่าเรื่องเอื่อยนิดๆ เพราะโฟกัสที่สองตัวละครเพื่อนคู่ซี้ ปาล์ม-กิ๊ง มากเกินไป ใครที่ไม่ชอบลุค หรือคาแรกเตอร์สองคนนี้ก็อาจจะเอือมนิดๆ เพราะต้องเจอตลอดทั้งเรื่อง

และไม่แน่ว่า เรื่องราวผจญภัยที่ฟันฝ่ากันมาทั้งหมดนี้จะทำให้ทั้งสองได้เริ่มต้นทางแฟนสักที หรือสิ้นสุดทางเพื่อนกันแน่ !

post

รีวิว มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ

ชื่อหนัง : มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ
นักแสดงนำ : เอกชัย ศรีวิชัย , เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น , ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น
หนังแนว : บันเทิง

เรื่องราวของ ครูบุญรอบ (เอกชัย ศรีวิชัย) ซึ่งเป็นเจ้าของรำวงเวียนครกชื่อดัง มีลูกสาวสองคนอย่าง ดอกผักบุ้ง (เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น) สาวสวยที่หนุ่มต่างรุมจีบ และ ตอเบา (ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น) ดอกผักบุ้งและตอเบา กำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก ครูบุญรอบเลี้ยงลูกทั้งสองด้วยการรับจ้างรำวงเวียนครกหวังจะให้ลูกสืบทอดต่อไป แต่เด็กๆ ทั้งสองต่างชอบแนวเพลงอินดี้ และฝันที่จะมีเพลงเป็นของตัวเอง หวังที่จะมีชื่อเสียง การเดินตามความฝันของดอกผักบุ้ง ทำให้ต้องผิดใจกับพ่อ แต่เรื่องราวบทสรุปจะเป็นอย่างไร ต้องติดตาม

นอกจาก เจนนี่-ลิลลี่ แล้ว ก็ยังมี ครูเต้ย อภิวัฒน์ ครูหนุ่มสุดฮอตฝั่งอีสาน เจ้าของบทเพลง “อีหล้าเอ๋ย” ที่โด่งดังในยูทูบกว่า 200 ล้านวิว ที่สำคัญตัวพ่อแดนใต้ เอกชัย ศรีวิชัย ที่ขอฉีกแนวมากำกับหนังคอมเมดี้เป็นครั้งแรก พร้อมยกทัพความฮามาแบบจัดเต็ม ทั้ง ไพศาล ขุนหนู, พลตรี แสงมณี, แอมป์ วงซีทู, บอล วงกลม ,นิล วงแทมมะริน, อ๊อฟ ดอกฟ้า อาร์สยาม, พงศ์ วงพัทลุง ร่วมด้วย หม่ำ จ๊กมก, เอกพัน บรรลือฤทธิ์, ฮาย อาภาพร, ผัดไท, แอนนา ชวนชื่น, หลวงไก่, บ่าววี, สมรักษ์, สามารถ, เมญ่า ซันซัน และนักแสดงสมทบอีกเพียบ ฮาอย่างแรง

post

รีวิว มนต์รัก..ดอกผักบุ้งเลิกคุยทั้งอำเภอ

มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ

ประเภท : ภาพยนตร์ 

แนว: คอมมาดี้

กำกับโดย: เอกชัย ศรีวิชัย

แสดงนำโดย :เอกชัย ศรีวิชัย , รัชนก สุวรรณเกตุ ,นารีนาท เชื้อแหลม,ไพศาล ขุนหนู , แอมป์ วง ซีทรู ,บอล วงกลม ,นิล วงแทมมะริน , อ๊อฟ ดอกฟ้า อาร์สยาม ,พง พัทลุง ,  ครูเต้ย อภิวัฒน์ , หม่ำ จ๊กมก , บิณฑ์-เอกพัน บันลือฤทธิ์ ,ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ , ยิ่งยง ยอดบัวงาม,หลวงไก่, แอนนา ชวนชื่น , เมญ่า ซันซัน 

 “มนต์รัก..ดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ” ครั้งแรก!!กับการรวมตัวกันของสุดยอดนักร้องเพลงใต้ กับ สุดยอดนักร้องเพลงอีสาน พร้อมประชันความสนุกสุดฮาบนจอภาพยนตร์ นำทีมโดย เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ,ลิลลี่ เลิกคุยทั้งอำเภอ , ไพศาล ขุนหนู , แอมป์ วง ซีทรู ,บอล วงกลม ,นิล วงแทมมะริน , อ๊อฟ ดอกฟ้า อาร์สยาม ,พง พัทลุง และขาดไม่ได้คือ เอกชัย ศรีวิชัย ปะทะสุดยอดนักร้องฝั่งอีสานหลายล้านวิวอย่าง ครูเต้ย อภิวัฒน์ ,ราชินีสีม่วง น้อง ดาวเรือง แสดงสดรถแห่ และเตรียมแจ้งเกิดพระเอกนักบู๊คนใหม่ พลตรี แสงมณี เสริมทัพด้วยนักแสดงที่แค่เห็นหน้าก็ฮาแล้วอย่าง หม่ำ จ๊กมก , บิณฑ์-เอกพัน บันลือฤทธิ์ ,ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ , ยิ่งยง ยอดบัวงาม,หลวงไก่, แอนนา ชวนชื่น , เมญ่า ซันซัน นางงามพยายามสวย ฯลฯ และนักแสดงสมทบอีกคับคั่ง เรื่องราวความสนุกจะเป็นอย่างไรต้องไปติดตามกันในโรงภาพยนตร์ การันตีฝีมือกำกับภาพยนตร์โดย เอกชัย ศรีวิชัย พร้อมเปิดกล้องเดือนธันวาคม 2562 กำหนดฉายปี 2563 โดย เอ็ม พิคเจอร์ส และ แม่ เรียงฟิล์ม จำกัด.

กำหนดฉาย: 26 มีนาคม 2020

post

[รีวิว]ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

จีน (ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง) ต้องการจะเคลียร์บ้านเพื่อรีโนเวท มหกรรมการโละของออกจากบ้านจึงเกิดขึ้นอะไรที่ไม่ใช้แล้วอะไรที่ทิ้งไว้ก็รกเธอตัดสินใจจะทิ้งให้หมดเลยแต่เมื่อเธอได้เจอกับของบางอย่างที่เป็นของเอ็มแฟนเก่าของเธอ (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) จีนเริ่มพบว่าการทิ้งครั้งนี้ไม่ง่ายเพราะของบางอย่างแม้จะไม่มีประโยชน์แล้วแต่มันยังมีเรื่องราวให้นึกถึงมีอดีตที่ยังค้างคามีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่สามารถแค่ทิ้งลงถุงดำแล้วหายไปจีนจึงต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งของของเอ็มเธอจะทิ้งไปเก็บไว้หรือเดินไปคืนถึงจะเป็นการทิ้งที่สมบูรณ์ที่สุด

เป็นเรื่องราวของ จีน (ออกแบบ) หญิงสาววัย 28 ปี ที่วางแผนจะรีโนเวทบ้านให้กลายเป็นออฟฟิศสุดมินิมอล แผนการคลีนบ้านสุดรกจึงเกิดขึ้น เธอร่วมมือกับพี่ชายที่จะค่อยๆทิ้งสิ่งของต่างๆ พวกเขาต้องต่อสู้กับแม่ผู้ไม่ยอมทิ้งอะไรสักอย่างเลยตามสไตล์คนแก่ รวมถึงต้องต่อสู่กับจิตใจตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นของที่เสียแล้ว แต่มันเคยเป็นของรักของเราสมัยเด็ก ของที่ไม่ใช้แล้ว แต่มันเป็นของที่พ่อแม่ซื้อให้ ของขวัญวันเกิด หรือโปสต์การ์ดจากเพื่อนที่ส่งมาให้ด้วยมิตรภาพ และอะไรอีกหลายอย่างที่ใครเคยต้องจัดห้อง จัดบ้าน หรือเคลียร์โต๊ะทำงานคงจะเข้าใจดีว่ามันยากแค่ไหนในการที่จะตัดสินใจเก็บบางสิ่ง หรือทิ้งบางอย่าง

อะไรคงไม่ยากเท่าของจากคนที่เราเคยมีความผูกพัน มีวันคืนที่ดีร่วมกัน หรือมีความรักให้กัน และนั่นคือสิ่งที่จีนกำลังต้องเผชิญ เมื่อเธอพบสิ่งของจาก เอ็ม (ซันนี่) แฟนเก่า ตกอยู่ในห้อง แปลกดี มันเป็นสิ่งของชิ้นเดียวที่เธอมีร้อยกว่าเหตุผลที่จะทิ้งไปและมีอีกร้อยกว่าเหตุผลที่อยากเก็บมันไว้ หรือว่าการเดินทางเอาของชิ้นนี้กลับไปคืนเขาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด! ถ้าเป็นคุณคุณจะทิ้งจะเก็บหรือจะไปคืนเจ้าของสิ่งนั้น 26 ธ.ค.นี้ ในโรงภาพยนตร์.

ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ 8/10