post

รีวิว Saving Private Ryan

ขื่อหนัง :Saving Private Ryan
ขื่อไทย :เซฟวิ่ง ไพรเวท ไรอัน ฝ่าสมรภูมินรก
แนว :สงคราม/แอคชั่น
นักแสดงนำ :ทอม แฮงส์
แม็ตต์ เดม่อน
เอ็ดเวิร์ด เบินส์
ทอม ไซส์มอร์

หากตัดฉากยกพลขึ้นบกในตอนต้น และช่วงท้ายสุดทรงพลัง ลำพังแค่พล็อตมันก็น่าสนใจมาก ๆ และชวนให้ตั้งคำถามในหลาย ๆ มิติกับมัน เรื่องของเรื่องคือพี่น้องไรอันถูกเกณฑ์ไปรบแล้วตายกันเกือบหมด (แม้จะมีการส่งพี่น้องทุกคนแยกไปประจำการในที่ต่างกันแล้วก็ตาม) เมื่อคนในระดับสูงรู้เข้า จึงมอบภารกิจให้มีการออกเดินทางตามหาพลทหาร เจมส์ ไรอัน คนสุดท้ายของตระกูลออกจากสมรภูมิ และกลับบ้านเกิดไปหาแม่ โดยผู้ได้รับมอบหมายคือทหารจำนวน 8 คน ที่ต้องฝ่าดงศัตรูเข้าไปยังพื้นที่ที่พวกเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่านายไรอันยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

คอนฟลิกต์แรกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของเรื่องคือการตั้งคำถามถึง “คุณค่าของชีวิต” ความสำคัญของมนุษย์ที่มีบริบทแตกต่างกัน การที่ทหาร 8 คนถูกส่งไปช่วยชีวิตคนคนเดียว ในแง่หนึ่ง เราอาจเข้าใจในเหตุผลได้ดี (เพราะหนังเองก็โน้มน้าวให้เรารู้สึกแบบนั้น) แต่ในแง่อีก มันก็ชวนน่าขันไม่น้อย ชีวิตคนคนเดียวแลกกับชีวิตคน 8 คน ฟังดูยังไงก็ไม่เท่ากัน คิดยังไงก็ไม่คุ้มค่า นายไรอันคือโอกาสเดียวที่แม่เขาจะไม่สูญเสียลูกทุกคนไปในสงคราม แต่ในเวลาเดียวกัน ทหารทั้ง 8 นายต่างก็มีชีวิต และคนเบื้องหลังของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก หรือใครก็ตาม ความขัดแย้งนี้คือคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตลอดเรื่อง และยิ่งเข้มข้นเมื่อเวลาดำเนินไปถึงบทสรุป

Saving Private Ryan มีประเด็นที่พูดถึง “การมองเห็นมนุษย์ด้วยกัน” อยู่ตลอดเรื่อง ผ่านเรื่องของการสูญเสีย เสียสละ และการชั่งน้ำหนักชีวิต ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันต้องใช้อะไรเป็นหลักเกณฑ์ กล่าวคือ ท้ายที่สุดชีวิตของมนุษย์อาจไม่สามารถพิสูจน์ได้ และพิสูจน์ได้ในเวลาเดียวกัน แล้วแต่ว่าเรามองเห็นชีวิตในแบบไหน มองคนโดยใช้อะไรวัด

ฉากหนึ่งที่ชอบมากๆ คือซีนที่ มิลเลอร์ พูดถึงทหารในหน่วยของตัวเองที่เสียชีวิตตลอดการรบ มิลเลอร์ บอกว่าเขาเสียคนในหน่วยไป 90 กว่าคน แต่ที่ได้กลับมาคือการช่วยชีวิตคนอีกมหาศาล การมองแบบนั้นทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับตัวเขา ประเด็นนี้พูดถึงมุมมองการเป็นผู้นำอย่างน่าสนใจ และถูกขยี้อย่างรุนแรงในช่วงต่อมาเมื่อเชาสั่งให้คนในหน่วยบุกโจมตีป้อมปราการที่แม้จะไม่ใช่ภารกิจตัวเอง แต่ก็เพื่อรักษาชีวิตของหน่วยคนอื่น ๆ ที่อาจผ่านมาทางนี้ แน่นอนว่าพวกเขาทำภารกิจสำเร็จ แต่ก็ต้องสูญเสียคนไป และนั่นคือราคาที่เขาต้องได้รับ เป็นสมการชีวิตที่เขาก็ต้องชั่งน้ำหนักเอาเอง

พอหนังมันพูดถึงความเป็นมนุษย์มาก ๆ เราก็เลยยิ่งรู้สึกว่าทุกความตายใน Saving Private Ryan คือความโหดร้ายอย่างถึงที่สุด ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาตั้งแต่เปิดเรื่องในฉากยกพลขึ้นฝั่งหาดโอมาฮาความยาวนับครึ่งชั่วโมง นอกเหนือจากการถ่ายทอดออกมาอย่างสมจริง ด้วยศักยภาพทางภาพยนตร์ที่ สปีลเบิร์ก ขับเน้นอย่างถึงที่สุด

หนังยังฉายภาพความตายออกมาได้น่ากลัว ทั้งความตายอย่างฉับพลัน และความตายที่แสนทรมาน สลับกันไปมาระหว่างที่กองทัพกำลังขึ้นฝั่ง ซึ่งต้องยอมรับว่า “ติดต่อทุกช็อต” แม้ว่าเราจะดูหนังสงครามมาเยอะหลายเรื่อง แต่ความรุนแรงของ สปีลเบิร์ก ในเรื่องนี้มันต่างกันออกไป และหลาย ๆ ครั้งมันกลายเป็นเรื่องน่าขันที่ขำไม่ออกด้วย (หนังมีฉากตลกร้าย ตลกแสบๆ เยอะมาก เล่าผ่านสถานการณ์ รวมถึงภาษาภาพที่ร้ายกาจมาก ๆ โดยเฉพาะการนำเสนอแบบ Long Take)

อีกประเด็นที่ชอบมากๆ คือการพูดถึงตัวตน ไดอะล็อกหนึ่งของมิลเลอร์กล่าวว่า “ฉันได้รู้ว่าทุกคนที่ฉันฆ่าทำให้ฉันรู้สึกไกลห่างจากบ้านขึ้นทุกที” อธิบายตัวตนของเขาได้ดีมากๆ ในแง่ของการพยายามรักษาความเป็นมนุษย์ พยุงชีวิตของตัวเองให้คงเดิม บ้านสำหรับมิลเลอร์คือตัวตนที่เขาจากมา ยิ่งเขาต้องฆ่าใครมากเท่าไหร่ มันยิ่งทำลายตัวตนของเขามากขึ้น ซึ่งหมายถึงตัวตนที่ภรรยาของเขารู้จักด้วย การได้กลับบ้านจึงไม่ใช่แค่การมีชีวิตรอดและเดินทางกลับไป – ทั้งนี้ทั้งนั้น สงครามคือการเอาชนะ คือความอยู่รอด คือการปกป้องตัวเอง ปกป้องประเทศชาติ ด้วยการต่อสู้รบราฆ่าฟันกับอีกฝ่าย มิลเลอร์ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ อย่างน้อย ๆ ก็ในฐานะที่เขาเป็นอาจารย์ของโรงเรียน

และสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้จริง ๆ คือฉากรบในตอนท้ายเรื่อง ที่ทั้งยิ่งใหญ่ และทรงพลังทางความรู้สึกมาก ๆ ชอบที่หนังใช้เวลาบิวต์มาอย่างยาวนาน ทั้งการเตรียมพร้อมสู่สนามรบ รวมถึงการได้เข้าใจตัวละครอย่างถึงแก่นตลอด 2 ชั่วโมงก่อนหน้า นี่จึงเป็นการต่อสู้ที่เปี่ยมไปด้วยความมนุษย์

จากทั้งบทภาพยนตร์ และการกำกับ ดูกี่ครั้งก็รู้สึกว่ามันถึงใจมาก ๆ ชอบตั้งแต่เซ็ทซากเมืองที่ดูใหญ่โตมโหฬารมากๆ ไปจนถึงองค์ประกอบยิบย่อย ที่ทำให้หนังออกมาจริงได้ คือทั้งฉากเปิด และฉากปิดอยู่ในระดับท็อปฟอร์มเท่าๆ กัน จนแอบคิดไปด้วยซ้ำว่าภาพสงครามโลกครั้งที่ 2 ของใครหลายคนถูกภาพของ Saving Private Ryan เป็นตัวแทนไปแล้วเรียบร้อย

Saving Private Ryan เป็นหนึ่งในหนังสงครามที่เราชอบมากๆ แม้ไอเดีย วิธีคิด หรือมุมมองอาจจะไม่ได้ต่อติดกับเราโดยรวมทั้งหมด (มาดูในยุคที่ภาพความเป็นฮีโร่มันเริ่มถูกตรวจสอบแล้วบริบทหนังก็เปลี่ยนไปพอควร) แต่การกำกับของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นตัวแทนหนึ่งในหนังสงครามที่น่าจดจำที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกภาพยนตร์ ไม่ใช่แค่ฉากสงครามช่วงแรก หรือการต่อสู้ตอนท้าย แต่รวมไปถึงระหว่างทางก็งดงาม และดีมากๆ ด้วยเช่นกัน เรารักงานภาพของเรื่อง รักสกอร์ของเรื่องนี้ รวมถึงการแสดงของ ทอม แฮงก์ ที่น่าจดจำที่สุดเรื่องหนึ่ง

ประโยค “Earn this, Earn it” สำหรับเรามันดีมากๆ ชอบที่มันสั้นแค่นั้นแต่กลับคงอยู่ในชีวิตของคนได้ฟังตลอดมา ซึ่งก็วกกลับมาสู่ประเด็นของเรื่อง “ความคุ้มค่า” ซึ่งก็ยังเป็นคำถามที่เราไม่สามารถให้คำตอบได้เช่นกันว่าราคาของมนุษย์ หรือการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ามันวัดกันที่ตรงไหน คงขึ้นอยู่กับมุมมองของคุณว่าความคุ้มค่าเหล่านั้นถูกวางไว้บนไหน

post

รีวิว The Room

ขื่อหนัง :The Room
ขื่อไทย :ห้องขอหลอน
แนว :ภาพยนตร์ลึกลับ/ระทึกขวัญ
นักแสดงนำ :เควิน แจนส์เซนส์
โอลกา คูรีเลนโก
ฟรานซิส แชปแมน
โจชัว วิลสัน

The Room หรือชื่อไทยว่า ห้องขอหลอน เกิดเรื่องราวของคู่ครอง ที่ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ไกลห่างผู้คน แต่ว่าบ้านหลังนั้นกลับมีประวัติถูกฆ่าตายยกครัว และก็ทั้งสองกลับได้บังเอิญเจอห้องลึกลับ ซึ่งสามารถบันดลได้ทุกสิ่งทุกอย่างตามใจประสงค์ แม้กระนั้นมีเงื่อนไขเดียว ทั้งหมดทั้งปวงจะสลายแปลงเป็นขี้เถ้าละอองถ้านำของที่ขอออกมาจากตัวบ้าน และก็เพราะเหตุว่าทั้งสองเคยบากบั่นมีลูกกันแม้กระนั้นก็ล้มเหลวรวมทั้งเด็กตายในท้องทั้งสองรอบ ก็เลยทำให้ผู้เป็นแม่ขอเด็กมาจากห้องนั้น ก็เลยนำมาซึ่งความไม่ลงรอยกันแล้วก็กำเนิดเป็นฝันร้ายของทั้งสอง

จำเป็นต้องบอกก่อนว่านี่ไม่ใช่หนังผี เป็นหนังแนวตื่นเต้น มีความเป็นหนังเด็กอันธพาลอยู่กลายๆเช่นเดียวกัน จริงๆพล็อตของประเด็นนี้ก็มีทั้งยังความแปลกใหม่ แล้วก็ซ้ำจากจำเจอยู่รวมๆกัน แต่ว่าภาพรวมมันก็ไม่จัดว่าห่วยนะ น่าติดตามในระดับนึง ว่าจะกำเนิดอะไรขึ้นต่อ

หนังเดินเรื่องกล้วยๆเข้าใจง่ายๆไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดศีรษะ จาก A-B และหลังจากนั้นก็ค่อยๆเปิดเผยความลับออกมา (เอาจริงเอาจังๆมองจากแบบอย่างก็แทบรู้ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังแล้ว) ในตอนต้นหนังเสียบอกเล่าว่าทั้งคู่ผัวเมียได้ย้ายมาบ้านหลังนี้เป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว แม้กระนั้นมิได้บรรยายว่าเพราะเหตุใดจะต้องย้าย หรือมันกำเนิดอะไรขึ้นจริงๆกันแน่ แต่ว่าหนังกลับไปเล่าความเกี่ยวพันของคู่ครองกับห้องนั้นมากมาย มากมายเกิน เยอะแยะแบบ เข้าใจแล้วโว้ยว่ามันขออะไรก็ได้ ขยี้จัง เลยทำให้มีความรู้สึกว่านานไป เพียงพอถึงพาร์ทที่ขอลูกก็แบบ เอ๊า กล้วยๆเงี้ยเลยอะนะ การตัดสินใจแต่ละอย่างของนักแสดงมันไม่มีน้ำหนักสักเท่าไหร่

จากนั้นเพียงพอเด็กเกิดขึ้นมา หนังก็เลือกที่จะไม่มีความเอาใจใส่ความเชื่อมโยงของแม่ลูกอีก พวกเรายังมองไม่เห็น หรือยังไม่เชื่อมากพอเลยว่าผู้เป็นแม่รักเด็กคนนี้จริงๆหรือตัวเด็กรักแม่จริงๆหรือมีเหตุมีผลแอบแฝงอะไรกันแน่ ซึ่งมันสำคัญมากๆเนื่องจากว่าส่วนนี้จะเป็นตัวที่ชี้ไปถึงจุดพีคในช่วงท้ายเรื่อง มันเลยทำให้อารมณ์ การตัดสินใจ พฤติกรรมของผู้แสดงเด็กในช่วงท้ายเรื่องค่อนข้างจะไม่มีน้ำหนักเช่นเดียวกัน มันก็เริ่มเข้าใจล่ะ แต่ว่ามันคงจะมีน้ำหนักมากยิ่งกว่านั้นสิ

ยิ่งกว่านั้นแล้ว หนังเสียเวล่ำเวลาไปเล่าส่วนที่ไม่สำคัญ กระทั่งหนังจบยังไม่รู้เรื่องเลยว่ามีเพราะเหตุใด กับข้างบิดาที่อุตสาหะหาความเป็นมาของห้อง หาจุดเชื่อมโยง แม้กระนั้นหนังก็ปลดปล่อยเคว้งคว้างไว้อย่างงั้นล่ะ ไม่ให้คำตอบเพราะเป็นไงมายังไง ที่สำคัญเป็นหนังมิได้บอกเลยว่าห้องนี้มันปฏิบัติงานอย่างไร มันเป็นอย่างงั้นได้อย่างไร แหล่งที่มามันเป็นอย่างไร ทราบแม้กระนั้นมันใช้งานอย่างไรเพียงแค่นั้น

แม้กระนั้นถึงกระนั้น อย่างที่บอกไว้ช่วงต้นว่าหนังมันก็น่าติดตามนะ หากแม้เรื่องราวรวมทั้งกลางทางมันจะสะเพร่าแล้วก็กำเนิดปริศนาเยอะมากก็ตาม ส่วนทางด้านดารา พวกเราคิดว่าทุกคนเล่นบทแล้วก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีเลยนะ

หนังมาเครื่องติดในช่วงท้ายแบบด้านหลังจริงๆ(ถึงจะไม่ว้าวขนาดนั้น แม้กระนั้นก็มิได้ห่วย) ที่ทำให้พวกเรามีความรู้สึกว่า เอ้อก็โอเคนะ หากตลอดทั้งเรื่องใส่อะไรมามากยิ่งกว่านี้ หนังหัวข้อนี้จะดียิ่งขึ้นมาอีกเยอะแยะเลย แล้วก็ตอนสุดท้ายประเด็นนี้พวกเราออกจะโอเคนะ จัดว่าจบรวมทั้งหาทางลงก้าวหน้าเลยล่ะ

สรุปแล้ว The Room ห้องขอหลอน แม้จะมีช่องโหว่ของเรื่องสะเปะสะปะตามทางรวมทั้งกำเนิดปริศนาอะไรมากมายก่ายกองก็ตาม แต่ว่ามันก็มิได้ห่วยแตกรวมทั้งจัดว่าอยู่ในระดับที่โอเค หากให้เทียบกับหนังผีอย่าง The Grudge – บ้านผีดุ ที่เข้าฉายชนกัน ก็จำต้องพูดว่าประเด็นนี้น่าเสียตังค์เข้าไปดูมากยิ่งกว่านะ

post

รีวิว Detroit

ขื่อหนัง :Detroit
ขื่อไทย :Detroit
แนว :อาชญากรรม/ชีวิต
นักแสดงนำ :วิลล์ พัลเตอร์
จอห์น โบเยก้า
อัลจี สมิธ
แอนโธนี่ แม็คคี่

Detroit พกดาวนักแสดงมาร่วมไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น จอห์น โบเยกา ที่เพิ่งดังจากหนังชุด Star Wars มาหมาด ๆ , แจ็ค
เรย์เนอร์ (Sing Street), วิล พอลเตอร์ ( The Maze Runner ), เบน โอ ทูล (Hacksaw Ridge), แอนโธนี แม็คกี้ (The Hurt Locker หรือ ฟาลคอน ในกลุ่มหนังมาเวล) , ฮันนาห์ เมอเรย์ (Game of Thrones ), เจค็อบ เลติมอร์ (Collateral Beauty ) , เจสัน มิทเชล (Straight Outta Compton) , เจเรมี่ สตรอง (The Big Short) และ จอห์น คราซินสกี้ ( The Office )

นื้อเรื่องเหตุเกิดช่วงปี 1967 ณ เมืองดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน เกิดเหตุ”จราจลผิว” ส่วนหนึ่งมาจากภาวะการว่างงานจากภาวะเศรษฐกิจเมืองตกต่ำพาคนผิวขาวย้ายถิ่นไปยันชานเมืองซึ่งชนเขตแดนเส้นแบ่งระหว่างผิวขาว-ดำ และหนึ่งในจุดเริ่มต้นมาจากตำรวจรุดเข้าหาคนดำขณะฉลองกันในคลับจากเหตุ ”เข้าใจผิด” จนเกิดการจับกุมขึ้น และแล้วจุดเริ่มต้นอันเดือดผลาญถึง 5 วัน เกิดผู้เสียชีวิต 43 คน บาดเจ็บเกือบ 1,200 คน และ ร้านครัวเรือนเสียหายกว่า 2,500 แห่ง จึงบังเกิดขึ้น มาร์ค โบล มือเขียนบทคู่บุญกันมาตั้งแต่ The Hurt Locker จนถึงเรื่องล่าสุดกล่าวไว้ว่า “ เป็นเรื่องราวที่เหมาะกับการเล่าเรื่องบระบบการเหยียดผิวมาก ๆ มันช่างเข้ากับคนดู ณ ช่วงเวลานี้ ” จากตัวอย่างคงพิสูจน์ได้โดยเฉพาะคำโปรยหนึ่งว่า”ถึงเวลาที่เราจะรู้” สามารถขยายคำพูดของ โบล ได้เป็นอย่างดี

จากการทำหนังสงครามนอกบ้านใน The Hurt Locker และ Zero Dark Thirty ที่เรื่องแรกได้ 6 รางวัลออสการ์รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับ และเขียนบท ส่วนเรื่องหลังได้ชิง 5 รางวัล และได้มาในสาขาตัดต่อเสียง ผู้กำกับหญิงแคธริน บิเกโลว์ กลับมาอีกครั้งในปีนี้ด้วย Detroit ที่เล่าเรื่องสงครามในบ้านแทน ซึ่งน่าจะมีโอกาสได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ของ ปีหน้าด้วยเมื่อวัดจากฝีมือและประเด็นที่มานำเสนอ

post

รีวิว Mrs. Serial Killer

ขื่อหนัง :Mrs. Serial Killer
ขื่อไทย :Mrs. Serial Killer
แนว :ฆาตกรรม
นักแสดงนำ :แจ็คเกอลีน เฟอร์นานเดซ
โมหิต เรนะ
เซย์น มารี ข่าน
มาโนช บาชเปยี

ต้องบอกหนังอินเดียที่ลงในโรงส่วนใหญ่คุณภาพดีมากกว่าใน Netflix ตลาดบอลลีวู๊ดถึงใหญ่มากๆ ซึ่ง Netflix เองก็คงรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ (ในโลกมีประเทศเดียวที่ Netflix มีฐานสมาชิกแพ้สตรีมมิ่งเจ้าอื่นคืออินเดีย) ก็เลยพยายามปรับคุณภาพทั้งหนังและซีรีส์หลายเรื่องช่วงหลังให้ดีขึ้น และก็ดูไปได้สวยเพราะเท่าที่ผมดูมาตลอดก็ถือว่าไม่ได้ผิดหวังเท่ากับหนังฝรั่งเน็ตฟลิกซ์ที่ออกมาแบบจับฉ่ายทุกสัปดาห์ แต่ก็ต้องขอเว้นเรื่องนี้ไว้เลยว่า เหมือนเสียเวลาฟรีๆ ไปเกือบสองชั่วโมง โดยไม่ได้อะไรอย่างที่หนังเสิร์ฟมาให้เลยสักอย่าง

เริ่มกันตั้งแต่หน้าหนังที่ดูเหมือนแนวฆาตกรรมสยองขวัญ จากผู้หญิงที่สามีต้องติดคุกเพราะถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้หญิงท้องควักลูกออกมาดองในโหล ตัวเองก็เลยต้องออกฆ่าแบบเดียวกันมั่ง เพื่อให้ดูว่าฆาตกรต่อเนื่องยังลอยนวลอยู่ ซึ่งเรื่องจริงก็เป็นไปตามนี้จริงๆ แหละ แต่สิ่งที่มันผิดเพี้ยนไปก็คือ หนังตั้งใจทำตัวเองให้เป็นหนังตลกโอเวอร์แอ็กติ้งกันสุดๆ ทั้งๆ ที่เรื่องมันก็ไม่ได้ส่อให้ออกไปทางแนวตลกเลยแม้สักนิดเดียว แต่ภาพกับบทที่ออกมาพยายามอย่างมากที่จะไปทางนั้น อย่างการกระโดดถีบตลกๆ มีการสโลวตอนต่อสู้บางอย่างกะให้ฮาด้วยอารมณ์เหมือนหนังอินเดียภาพลักษณ์เก่าๆ การปั้นหน้าตาให้อารมณ์ดูโอเว่อร์เกินจริง บทพูดที่ยัดเยียดมุกตลกแห้งๆ ทั้งหมดทั้งมวลนี่ทำเอาหนังเรื่องนี้เสื่อมลงไปในทันที

งั้นถ้าไม่มองหน้าหนังแล้วหลงมาดูจะผิดหวังมั้ย ก็คิดว่าคงน้อยลงครับ แต่ตัวเรื่องก็ยังถือว่าออกแนวกลวงโบ๋เกินกว่าจะแนะนำให้ใครดูจริงๆ แม้ว่าพล็อตจะดูเข้าท่าเพราะไม่เคยมีมาก่อนเหมือนกันกับการที่ผู้หญิงกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องเพื่อช่วยให้คนรักพ้นผิด แต่เนื้อหาจริงๆ มีเพิ่มมาอีกนิดแค่ว่าผู้หญิงคนนี้จริงๆ มีคนรักอีกคนก่อนมาแต่งงานกับคนนี้ แล้วก็คิดว่าคนรักเก่าที่เป็นตำรวจย้ายมาเป็นคนทำ ซึ่งพอสามีที่ติดคุกประกันตัวออกมาได้ เรื่องจริงก็เลยเผยว่าเกิดอะไรขึ้น แม้จะดูหักมุม แต่ก็ไม่ได้เกินกว่าที่คาดไวสักเท่าไหร่ เชื่อว่าเดากันออกทั้งนั้นครับ (แม้จะมีเรื่องน้ำผสมเติมลงมานิดหน่อย)

ปกติหนังแนวฆาตกรต่อเนื่องแน่นอนว่าฉากสยองต้องเป็นส่วนสำคัญ เรื่องนี้ก็มีตอนที่เผยศพแรกให้เห็นแบบนั้น แต่ก็มีแค่นั้นแหละครับ ไม่ได้มีอะไรเพิ่มมาใหม่อีกเลย ห้องก็ห้องเดิม ทุกอย่างถูกเวียนมาใช้ซ้ำโดยที่ไม่ได้ฉากฆ่ากันให้เห็นจริงๆ เลยสักคน

นี่เป็นหนังที่ทำเอาคนที่หลงมาดูเสียเวลาไปตามๆ กัน แถมยังเผลออคติหนังอินเดียเพิ่มเข้าไปอีก ก็ต้องยืนยันว่าหนังอินเดียมีดีหลายอย่างจริงๆ แต่ต้องขอเว้นไว้กับเรื่องนี้ที่แทบไม่มีดีอะไรสักอย่างให้พูดถึง ยกเว้นบางคนอาจจะขำกับมุกฝืดๆ ของเรื่องได้ แต่ก็ต้องดูแบบไม่คิดอะไรส่วนอื่นๆ เลยจริงๆ นั่นแหละครับ เพราะอย่างอื่นของเรื่องถือว่าเข้าขั้นป่วยมากจริงๆ

post

รีวิว Ben Is Back

ขื่อหนัง :Ben Is Back
ขื่อไทย :จากใจแม่ถึงลูก…เบน
แนว :ชีวิต
นักแสดงนำ :ลูคัส เฮ็ตจส์
เคธรีน นิวตัน
จูเลีย โรเบิตส์
คอร์ตนีย์ บี แวนซ์

หนังติดยาบ้านแตก ไม่ใช่แนวทางแปลกใหม่ในวงการภาพยนตร์ แต่ครั้งนี้จุดขายที่ต้องมาดูอยู่ที่คนแสดงนำ ขุ่นแม่ จูเลีย โรเบิร์ต ที่ตีบทแตก ได้ร่วมงานกับ นักแสดงน่าจับตา ‘ลูคัส เฮดจส์ง ผู้ที่เคยสร้างความประทับใจจาก Manchester by the Sea มาแล้ว ครั้งนี้เขามาร่วมงานกัน โดยการันตีด้วยชื่อผู้กำกับ และเขียนบทโดย ปีเตอร์ เฮดจส์ (About Boy) (นามสกุลเดียวกันไหมหละ) โดยเขาคว้าคนในครอบครัวแท้ๆมารับบทลูกชายเจ้าปัญหาติดยาทำบ้านแตก!

โดยรวมหนังพาเราไปเล่าถึง เช้าของวันคริสต์มาส เบน (ลูคัส เฮดจส์) ได้กลับมาบ้านเพื่อพบกับครอบครัวของเขา หลังจากต้องเข้าไปอยู่ในสถานบำบัดอย่างยาวนาน การกลับมาก่อนกำหนด ทำให้เรื่องราวน่าปวดหัวทั้งหมดเกิดขึ้น สมาชิกในครอบครัวไม่มีใครยอมรับหรือมองเด็กติดยาคนนี้ด้วยสายตาปกติอีกต่อไป ความไว้ใจไม่เกิดขึ้น และทำให้สถานการณ์ในบ้านและเรื่องราวนอกบ้านเกิดขึ้นตลอดทั้งคืน แม่ต้องถ่ายทอดอารมณ์ปกป้องพยายามดิ้นรนช่วยเหลือลูกชายสุดที่รักของเธอที่ต้องพัวพันกับแก๊งค้ายาเสพติดให้ได้

ซึ่งทุกสายตาจับจ้องไปที่การแสดง ของ ‘จูเลีย โรเบิร์ต’ ในบทโคตรคุณแม่ (ฮอลลี่) ผ่านการถ่ายทอดทางสายตา แสดงความห่วงใยตามติดทุกฝีก้าว และหลายซีนที่กระแทกอารมณ์ผู้เป็นแม่ทำให้เราไม่อาจละสายตาจากเธอได้เลย บทเธอจะดุจะโหดไม่ใช่แม่ที่คอยตามใจลูกไปวันๆคือ ตอนเธอระเบิดอารมณ์ก็ทำให้คนดูอย่างเราอึ้งได้เหมือนกัน เธอถือเป็นแม่เหล็ก ที่ดูดผู้ชมอย่างเราๆให้เฝ้าติดตามอย่างมีสมาธิ แม้ว่าเธอจะเล่นหนังฟิลกู้ดมามาก ดราม่ามาไม่น้อย ในบทนี้เธอก็เอาอยู่มีความแตกต่าง ความเป็นแม่ของเธอพลุ่งพล่าน ในหลายเวลา

post

รีวิว Steve Jobs

ขื่อหนัง :Steve Jobs
ขื่อไทย :สตีฟ จ็อบส์
แนว :ชีวิต
นักแสดงนำ :เคต วินสเล็ต
มิชชาเอล ฟัสเบ็นเดอร์
เซท โรเกน
เจฟฟ์ แดเนียลส์

สัปดาห์นี้ อาจจะมีภาพยนตร์รอบสื่อโผล่ขึ้นมาหลายเรื่อง แต่ก็ใช่ว่านายแพทจะได้ดูหรือเก็บหมดทุกเรื่องนะ ด้วยภารกิจการงานที่ไม่เอื้ออำนวยมากนักที่จะทำให้ออกไปดูหนังได้ตลอด แต่อย่างน้อยช่วงนี้ก็มีเรื่องนึงที่พอจะเก็บได้ หนังชีวประวัติของศาสดาด้านไอทีคนหนึ่งของโลกที่เคยสร้างกันไปหนหนึ่งแล้ว ก่อนที่จะมีอีกฉบับตามออกมา แถมดูท่าจะปังกว่าเสียด้วย

นี่คือหนังระดับ 2 รางวัลจากเวทีลูกโลกทองคำปี 2016 ‘Steve Jobs’ หนังที่สร้างด้วยบทที่ดัดแปลงจากหนังสือ ‘Steve Jobs’ ของ Walter Isaacson โดยมือเขียนบทมือฉกาจอย่าง Aaron Sorkin ที่คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก Golden Globe Awards มาได้สำเร็จ

ผนวกกับการกำกับของผู้กำกับรางวัลออสการ์อย่าง Danny Boyle (Slumdog Millionaire, 127 Hours, 28 Days Later…, Sunshine) ทำให้หนังเรื่องนี้ยังน่าสนใจมากขึ้นไปอีก

เรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จระดับพลิกของผู้ปลุกปั้นแบรนด์ ‘Apple’ จนกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ไอทีเช่นในปัจจุบัน สตีฟ จ็อบส์ (Michael Fassbender) รายล้อมด้วยผู้คนมากมาย

ทั้งในด้านชีวิตการงาน เจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน

เขามีทั้ง สตีฟ วอซเนียก (Seth Rogen) ที่เป็นทั้งเพื่อนและเพื่อนร่วมงาน ผู้คิดเห็นแตกต่างกับเขามากมาย แต่ก็ยังมาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวสินค้าใหม่ของจ็อบส์อยู่บ่อยครั้ง ทั้ง จอห์น สกัลลี่ (Jeff Daniels) ผู้เคยประธานของเป๊ปซี่มาก่อนจะเข้ารับตำแหน่งซีอีโอของแอปเปิล นอกจากสองคนนี้ก็ยังมีไม้เบื่อไม้เมาของจ็อบส์อีกหลายคน

ทั้งในด้านชีวิตครอบครัวที่มีทั้ง คริสแอน (Katherine Waterston) ภรรยาที่หอบลูกสาวตัวน้อยอย่าง ลิซ่า (Makenzie MossRipley SoboPerla Haney-Jardine) มาเรียกร้องค่าดูแลไม่ได้หยุดหย่อน

จุดที่เด่นมากที่สุดจุดหนึ่งของหนังอย่าง ‘Steve Jobs’ ก็คือ “บทหนัง” ที่เขียนโดย Aaron Sorkin (Moneyball, The Social Network, Charlie Wilson’s War) ด้วยการวางโครงเรื่องเป็น 3 องก์ด้วยกัน และแต่ละองก์ก็จะมีเหตุการณ์หลักเกาะเกี่ยวอยู่กับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

ที่เราจะไม่ได้เห็นลีลาการโชว์ตัวเลยสักวินาที

แต่ละองค์จะมีวิธีในการพัฒนาของตัวมันเอง และแสดงให้เห็นถึงความเกรียนในตัวของจ็อบส์ได้อย่างดี ทั้งนี้เพราะซอร์คินเลือกจะหยิบเอาเหตุการณ์หลังเวทีหรือก่อนขึ้นพูดเปิดตัวมาเป็นส่วนของการเล่าเสียมาก ปมที่เล่าจึงเหลืออยู่จำกัดพอให้ขับเน้นในด้านของชีวิตการงานก่อนและหลังระเห็จออกจากแอปเปิล

อีกปมเล่าถึงชีวิตครอบครัวที่แสนจะไม่สมบูรณ์ ผิดแผกไปจากผลิตภัณฑ์ที่เขาจะทำให้มันสมบูรณ์ที่สุด(ในความคิดของเขา) แม้มันจะแลกมาด้วยความขัดแย้งต่างๆ ในร่องรอยทาง

หนังเน้นหนักไปที่การปะทะคารมกันระหว่างตัวละคร ที่ต่างก็สาดใสความคิดของตนเข้าหากัน การตัดต่อแบบสลับไประหว่างเหตุการณ์ของคนคู่เดิมแต่ต่างเวลา ก่อนจะนำไปสู่บทสรุปที่กินใจผู้คน

ซึ่งนั่นทำให้ทุกคนต่างชื่นชมในบทหนังเรื่องนี้…

เขาไม่ใช่คนดีเด่อะไรนัก ออกจะเผด็จการเกินไปหน่อยด้วยซ้ำ มีแนวความคิดที่ไม่เหมือนใครและจริงจังที่จะทำให้ทุกคนทุกอย่างเดินไปตามเส้นทางที่เขาเชื่อ และดูเหมือนบทหนังก็เหมือนจะพยายามยิ่งที่จะแสดงให้เราเห็นทั้งสองฝั่งของความเป็นคนอย่างเขา

ในด้านหนึ่ง เขาดูจะจริงจังกับการสร้างผลิตภัณฑ์และการเปิดตัวที่เนี้ยบสมบูรณ์แบบ จนดูเป็นคนที่ไม่น่าคบหา ไม่ประนีประนอมต่ออะไรสักอย่าง แต่ในอีกด้าน เขาก็มีอดีตที่เป็นปมส่งมาถึงปัจจุบัน เขาไม่ยอมรับในตัวลิซ่าว่าเป็นลูกของตน จนถึงขนาดไม่ส่งเสียไม่เลี้ยงดู

บางที หนังอาจจะอยากบอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาก็อาจจะไม่ใช่อัจฉริยะอะไรอย่างที่หลายคนยกย่องให้เป็นศาสดา หนังอาจอยากบอกว่า แม้แต่คนไม่ธรรมดา ก็มีจุดอ่อนแออ่อนไหวที่ต้องแก้ไข และอาจต้องได้รับคำแนะนำ

เขาอาจเป็นเพียงคนคุมวงออร์เคสตร้า แต่ไม่ได้เก่งในการเล่นดนตรีสักชิ้น เขาอาจได้รับชื่อเสียง เป็นตัวแทนของทุกสิ่งที่ผุดขึ้นมาภายใต้โลโก้แอปเปิ้ลอันเว้าแหว่ง แต่คนที่สร้างจริงๆ นั้นเป็นใคร สุดท้าย สิ่งอันยิ่งใหญ่ที่คนมากมายบนโลกนี้ขานรับและซื้อไปใช้ อาจจะมีที่มาเพียงง่ายๆ ที่เราอาจไม่รู้ว่าตรงไหนจริงมาก น้อย หรือเป็นแค่คำลือ

post

รีวิว The Devil All the Time

ขื่อหนัง :The Devil All the Time
ขื่อไทย :The Devil All the Time
แนว :ชีวิต
นักแสดงนำ :ทอม ฮอลแลนด์
โรเบิร์ต แพตตินสัน
บิลล์ สการ์สการ์ด
แฮร์รี่ เมลลิ่ง

The Devil All the Time ศรัทธาคนบาป เป็นหนังแนวระทึกขวัญที่เดินเรื่องค่อนข้างช้า และประเด็นที่หนังนำเสนอไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คุณภาพการแสดงของนักแสดงเกรดเออย่าง ทอม ฮอลแลนด์ จะทำให้คุณดำดิ่งไปกับตัวละคร …

หนังจะค่อย ๆ พาเราเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยความจริงอันโหดร้ายของชีวิตมนุษย์ โดยใช้แบ็กกราวด์เป็นบรรยากาศในเมืองเล็ก ๆ แถบชนบทไกลปืนเที่ยง ในรัฐโอไฮโอ และเวสต์เวอร์จิเนีย ของอเมริกาหลังสงครามในช่วงปี 1945-1965 และความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า

หนังฉายภาพวิถีชีวิตของผู้คนที่หลากหลาย แต่จะโฟกัสไปที่ คนใน 3 ครอบครัว กับอีกหนึ่งนักเทศน์ และจะนำพวกเขามาเชื่อมโยงกันด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป …

วิลลาร์ด รัสเซลล์ ทหารผ่านศึกที่มีปมในใจจากสงคราม เขาพบรักกับภรรยาผู้น่ารักและมีจิตใจดี ชาร์ล็อตต์ แต่ไม่นานเธอก็ป่วยเป็นมะเร็ง วิลลาร์ดหมดทางจึงหันไปพึ่งสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า จนนำไปสู่ความสะเทือนใจที่คาดไม่ถึง

อาร์วิน (ทอม ฮอลแลนด์) ลูกชายของวิลลาร์ดไปอยู่กับยาย ที่นั่นอาร์วินได้พบกับน้องสาวต่างสายเลือด เลอนอร่า ลูกสาวของ เฮเลนกับรอย

และชีวิตของคู่ผัวเมียฆาตกรต่อเนื่อง คาร์ล และแซนดี้ พร้อมกับพี่ชายของเธอ นายอำเภอขี้ฉ้อ โบเดกเกอร์

สุดท้ายคือนักเทศน์คนใหม่ สาธุคุณเพรสตัน (โรเบิร์ต แพตตินสัน) ที่บอกเลยว่า แม้จะมีบทบาทไม่มาก หากแต่การแสดงนั้นคือ ดีมาก ๆ ดีถึงขนาดที่ว่า บทบาทในเรื่องน้อยเกินไป

หลังดูจนจบ รู้สึกได้ถึงสไตล์การเดินเรื่องที่เหมือนกับการอ่านหนังสือ การเล่าบรรยากาศเพื่อปูพื้นตัวละครแต่ละตัวละเอียดมาก แน่นอนว่า การเล่าเรื่องสไตล์นี้ไม่เหมาะสำหรับทุกคน เพราะมันทำให้รู้สึกว่า เดินเรื่องช้า ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เดินช้า แต่เป็นเพราะหนังเก็บรายละเอียดระหว่างทาง ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามตีพล็อตเรื่องที่จำเป็นทั้งหมด

จุดหนึ่งที่ช่วยทำให้ The Devil All the Time ดูได้ง่ายเข้าใจง่าย แม้ว่าจะมีการกระโดดไปมาของไทม์ไลน์ นั่นก็คือ เสียงพากย์ที่เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้มีความเชื่อมโยงกัน (ซึ่งการนำวิธีการเล่าเรื่องแบบหนังสือมาใช้ในหนัง ทำให้ยากต่อการปะติดปะต่อเรื่องได้อย่างราบรื่น)

สิ่งที่ทำให้ The Devil All the Time คุ้มค่ากับการชมในเวลา 2 ชั่วโมง 18 นาที คือการแสดงของนักแสดงโดยเฉพาะ ทอม ฮอลแลนด์ ที่รับบทเป็น อาร์วิน และ โรเบิร์ต แพตตินสัน ในฐานะนักเทศน์ที่หลงตัวเองจนน่าหมั่นไส้ ทั้งคู่สร้างพลังในเชิงบวกให้กับหนังได้อย่างลื่นไหล

7/10 คะแนน : บทที่เบาบาง ประเด็นของเรื่องที่ไม่มีอะไรใหม่ และไม่มีมิติให้ได้คิดต่อ แต่ได้การแสดงระดับเกรดเอ ทำให้ดูต่อได้รวดเดียวจนจบด้วยความเพลิดเพลิน แม้จะยังไม่สุดก็ตาม

แน่นอนว่า มีนักแสดงคนอื่น ๆ ที่แสดงได้ดี เช่น ผู้แสดงเป็นตัวละคร วิลลาร์ด และ เลอนอร่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว หนังก็ยังไม่สามารถสร้างประเด็นใหม่อะไรขึ้นมา และด้วยบทที่ดูจะเบสบางเกินไป

แต่อีกสิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็คือ หนังสามารถทำให้เราติดตามได้อย่างน่าเพลิดเพลิน ด้วยภาพที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะความพยายามในการกระตุ้นความรู้สึกทางอารมณ์ในหลากหลายมิติ แม้ว่ามันจะไม่สุดก็ตาม

กล่าวโดยสรุป เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่อาจจะคุ้มค่าที่จะเสียเวลา 2 ชั่วโมง 18 นาทีไปกับการดู หรือบางคนก็อาจจะไม่ แต่ … ข้อดีที่เป็นหนังของ Netflix ทำให้เราตัดสินใจที่จะทดลองดูก่อนได้ไม่ยาก ไม่ต้องเสียเงินตีตั๋ว ดังนั้น ถ้า 10 ถึง 20 นาทีแรก คุณคิดว่าคุณชอบก็ดูต่อได้เลย แต่ถ้าดูแล้วไม่โอเคก็แค่กดปิด ก็เท่านั้น

หนัง The Devil All the Time ศรัทธาคนบาป สตรีมได้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2020 ทาง Netflix ความยาว 138 นาที และได้รับการจัดประเภทเป็น 18+ เนื้อหามีความรุนแรง ภาพที่ชวนสะอิดสะเอียน และมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ รวมถึงภาพโป๊เปลือย

post

รีวิว The Foreigner

ขื่อหนัง :The Foreigner
ขื่อไทย :2 โคตรพยัคฆ์ผู้ยิ่งใหญ่
แนว :แอคชั่น/กระตุกขวัญ
นักแสดงนำ :เฉินหลง
เพียร์ซ บรอสแนน
ออร์ลา แบรดี
เคที เหลียง

ในมุมหนึ่งหนัง The Foreigner เป็นหนังแอคชั่นที่คนดูจะคาดหวังคิวบู๊มันๆ จากดารานำอย่างเฉิน หลง และเพียร์ซ บรอสแนน ผู้เคยสวมบทบาท เจมส์ บอนด์ แต่จะเรียกว่าหนังเรื่องนี้เป็นแอคชั่นเต็มพิกัดก็ไม่ถูกนัก เพราะมันยังมีส่วนที่เป็นดราม่า ท้าทายฝีมือการแสดงของนักแสดงนำ และยังมีเรื่องของแผนซ้อนแผนที่เกี่ยวพันกับการเมืองไอร์แลนด์และอังกฤษ อาจด้วยมิติที่ใส่เพิ่มเข้ามานอกเหนือจากความเป็นแอคชั่นนี้เอง ที่ทำให้ The Foreigner ได้คะแนนไปถึง 65% จากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ซึ่งโดยปกติไม่ได้ให้เรตติ้งที่ดีนักกับหนังแอคชั่น

The Foreigner เป็นเรื่องของควอน (เฉิน หลง) ชาวจีนอพยพในอังกฤษ ที่ซ่อนประวัติอดีตทหารรับจ้างเวียดนามของตนเองไว้ภายใต้อาชีพเจ้าของร้านอาหาร เขาสูญเสียลูกสาวไปจากเหตุระเบิดโดยกลุ่มแบ่งแยกไอร์แลนด์ในอังกฤษ และนั่นเป็นที่มาของการตามล่าตัวผู้บงการชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน

โดยควอนเดินทางไปไอร์แลนด์เพื่อพบกับเลียม เฮนเนสซี (เพียร์ซ บรอสแนน) รัฐมนตรีคนหนึ่งของไอร์แลนด์ซึ่งเคยสังกัดกองกำลังติดอาวุธ สัญชาตญาณของเขาไม่ผิด เมื่อมันนำไปสู่การคลี่คลายหาตัวการวางระเบิดครั้งนี้จริงๆ แต่ควอนก็มีสิ่งที่ต้องจ่าย เช่นเดียวกับเฮนเนสซีผู้ต้องการรวบอำนาจทุกอย่างเอาไว้ในมือและทำตามแผนการเรียกคะแนนนิยมของตนเอง  แม้จะวางแผนเป็นอย่างดี เฮนเนสซีกลับพบในตอนท้ายว่ามีคนซ้อนแผนเขา และตัวการก็อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด

ในส่วนบทบาทของเฉิน หลง ที่แสดงเป็นผู้อพยพชาวจีนในอังกฤษ ที่เคยถือสัญชาติเวียดนามนั้น ถือว่าทำได้อย่างมีมิติ โดยเฉพาะในส่วนของบทบาทพ่อผู้สูญเสีย ดูเหมือนว่าในชีวิตของควอนนั้นต้องสูญเสียอะไรมามากเหลือเกิน ทั้งลูกสาว ภรรยา สัญชาติเดิมที่ผูกติดกับแผ่นดินเกิด และบ้านเกิดของตนเอง ควอนเดินทางมาที่อังกฤษหลังสงครามในฐานะผู้อพยพ และเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าสถานที่ใหม่นี้เป็นพื้นที่ที่รองรับตัวตนเขาไว้อย่างสมบูรณ์ เราจะเห็นถ้อยคำแสดงการเหยียดเชื้อชาติ เกี่ยวกับความเป็นคนจีนของเขา

ร่องรอยนี้อาจสืบย้อนไปถึงต้นฉบับนิยายของหนังเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า The Chinaman ซึ่งจริงๆ แล้วตัวเอกเป็นคนเวียดนาม แต่มักถูกคนอังกฤษบอกว่าเป็นคนจีนอยู่เสมอ ปัญหาที่ผู้อพยพต้องเจอก็คือการเหมารวมว่าคนเอเชียทุกคนเป็นเหมือนๆ กันหมด (หรือในกรณีนี้คือ เป็นคนจีนเหมือนกันหมด) และพวกเขาก็ไม่ได้รับการยอมรับจากชาวตะวันตกอย่างแท้จริง 

อาจเป็นเรื่องบังเอิญ ที่ความรู้สึกไม่เชื่อมโยงกับพื้นที่ของควอนเกิดขึ้นในบริบทของไอร์แลนด์เหนือที่ต้องการแยกตัวออกจากอังกฤษ คนไอร์แลนด์ส่วนหนึ่ง รวมถึงกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกตินแดนอาจรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ “แชร์” ประวัติศาสตร์ร่วมกับอังกฤษ และไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นี้ได้อย่างแท้จริง ซ้ำอาจยังถูกกดทับทางวัฒนธรรมจากวัฒนธรรมอังกฤษซึ่งเป็นกระแสหลักมากกว่า ทำให้คนไอร์แลนด์มีสภาพไม่ต่างจาก “ผู้อพยพ” เช่นที่ควอนเป็น เมื่อความหมิ่นเหม่ในเรื่องพื้นที่และอัตลักษณ์เกิดขึ้นกับตัวละครหลักและบริบทพื้นที่ของหนังพร้อมๆกัน หนังเรื่องนี้จึงให้ความรู้สึกถึงความไม่มั่นคง และการถูกกดขี่ของตัวละครอยู่มากทีเดียว

เพียร์ซ บรอสแนนเองนั้นก็ทำได้ดีในบทของรัฐมนตรีอารมณ์ร้ายผู้มีแผนซับซ้อนเพื่อโกยประโยชน์เข้าตนเอง เขาพยายามปกป้องครอบครัวและตัวเองจากอันตรายและการเสียชื่อเสียง แต่ดูเหมือนสุดท้ายผลการกระทำจะกลับมาเล่นงานเขาเองและเขาก็ต้องชดใช้มันอย่างสาสม แม้จะไม่มีฉากบู๊ที่เป็นที่จดจำ แต่ความเป็นดราม่าที่บรอสแนนใส่เข้าไปในคาแร็กเตอร์ก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าเขาเป็นชายที่ผ่านเหตุการณ์หลายอย่างและมีประสบการณ์กับเรื่องเทาๆ มานักต่อนัก

ในแง่ของคิวบู๊และความซับซ้อนของการต่อสู้ เรียกว่า The Foreigner ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะมีความลื่นไหล ซับซ้อน และหลายๆ คิวก็ทำคนดูเจ็บแทนตัวละครอยู่เหมือนกัน เป็นเรื่องที่ไม่ต้องสงสัยอยู่แล้วกับพรสวรรค์ในการแสดงฉากบู๊ของเฉิน หลง หนังทำได้ตามระดับมาตรฐานที่ควรจะเป็นไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ ที่ เฉิน หลง แสดงนำ หากจะมีอะไรที่คาดหวังอยู่บ้างก็มีเพียงแค่หน้าหนังทำให้เราคิดไปว่าจะได้เห็นคิวบู๊ดีๆ จากเพียร์ซ บรอสแนนด้วยเช่นกัน แต่ด้วยลักษณะตัวละครทำให้ไม่สามารถใส่บทตรงนี้ลงไปได้

post

รีวิว IO

ขื่อหนัง :IO
ขื่อไทย :ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย
แนว :ไซไฟ
นักแสดงนำ :มาร์กาเร็ต ควาลีย์
แอนโธนี่ แม็คคี่
แดนนี่ ฮุสตัน
ทอม เพย์น

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

post

รีวิว Stray

ขื่อหนัง :Stray
ขื่อไทย :ผีอยากเป็นลูกคน
แนว :ภาพยนตร์แนวแฟนตาซี/อาชญากรรม
นักแสดงนำ :คาเรน ฟุคุฮาระ
มิยาบิ
คริสตินวูดส์
Takayo Fischer

การที่มีหนังจากรัสเซียมาเข้าฉายในบ้านเรา ก็ถือได้ว่าเป็นหัวข้อให้น่าสน ว่าน้านนานจะมีหนังจากรัสเซียมาสักเรื่อง ก็ย่อมเป็นหนังที่มีอะไรดี ถ้าเกิดไม่ปัดกวาดรางวัลในบ้านมาเพียบ ก็ต้องทำเงินถล่มทลายถึงได้นำออกไปขายตลาดต่างแดน เช่นเดียวกับ Stray หรือชื่อรัสเซียว่า Tvar แปลว่า “สิ่งมีชีวิต” ดัดแปลงมาจากนิยายระทึกขวัญ ผลงานประพันธ์ของ ‘แอนท้องนา สตราโรบิเนท ที่ได้รับการตั้งชื่อว่าเป็น สตีเฟน คิง ที่รัสเซีย ตัวเธอพึ่งจะได้รางวัล ผู้เขียนยอดเยี่ยม จากเวที European Science Fiction Award ปี 2018 มาได้ด้วย

ทำให้ Stray เป็นหนังสยองขวัญรัสเซียเรื่องแรกที่ที่สามารถขายไปได้ถึง 30 ประเทศ ฟังดูดีครับผม ว่าหนังน่าจะให้รสแปลกใหม่กว่าหนังสยองขวัญฮอลลีวูดที่สร้างกันออกมาแทบจะล้นตลาด แล้วก็เป็นไปตามคาดครับผม Stray แปลกใหม่จริงครับผม มันคือหนังสยองขวัญที่ไม่มีฉากสยองเลย ไม่มีฉากไหนที่ชวนให้ลุ้นระทึกอย่างที่เคยชิน ว่าประเดี๋ยวจำเป็นจะต้องตระหนกตกใจ หรือชวนให้ต้องเอามือปิดตา ไม่ได้ตระหนกตกใจสักเฮือกจนกระทั่งอยากได้ฉากตุ้งแช่มาสักจึ้กหนึ่ง ทั้งที่พลอตเรื่องให้โอกาสให้ใส่ฉากสยองได้มากมาย

รายละเอียดของหนังก็ต้องกล่าวว่าไม่แปลกใหม่ เป็นพลอตที่ฮอลลีวูดสร้างกันมาไม่ทราบกี่ครั้งแล้วกับการที่คู่ผัว-เมีย ไปรับอุปการะเด็กกำพร้ามา แล้วเปลี่ยนเป็นเด็กอันธพาล อิกอร์ รวมทั้งพอลีท้องนา เสีย “วานยา” ลูกชายวัย 6 ขวบ ไปด้วยอุบัตเเหตุรถยนต์ ผ่านมา 3 ปี พอลีนายังอาจจะซึมเซาทำใจกับความสูญเสียไม่ได้ อิกอร์ก็เลยพาพอลีท้องนาไปสถานดูแลเด็กกำพร้าเพื่อเลือกรับเด็กผู้ชายสักคนมาชุบเลี้ยง มีเด็กให้เลือกมากไม่น้อยเลยทีเดียวแต่ว่าพอลีนาก็เฉพาะเจาะจงเลือกเด็กผู้ชายประหลาด รวมทั้งมากกว่าประหลาดก็คือเด็กผู้ชายคนนี้ เป็นเด็กตัวเล็ก รูปพรรณสัณฐานน่าสยดสยอง ผิวขาวซีด หัวล้าน ร่างกายไม่มีขนสักเส้น ไม่บอก แต่ว่าแผดเสียงขู่แบบสัตว์ร้าย แถมมีเขี้ยวแหลมน่าสยดสยอง ที่สำคัญเด็กผู้ชายคนนี้อยู่ในที่เกิดเหตุ ข้าราชการชายในสถานสงเคราะห์ฆ่าตัวตายด้วยการใช้ปืนจ่อหัวตัวเอง

ตรงนี้ล่ะครับผมที่อยากจะ เฮ้อออออ ออกมาดังๆหนังไม่อุตสาหะอธิบายเหตุผลอะไรแม้แต่น้อยว่าเพราะเหตุไรพอลีท้องนาถึงจำเป็นจะต้องเฉพาะเจาะจงเอาเด็กน่าสยดสยองคนนี้กลับไปอยู่ที่บ้าน ทั้งที่น่าสยดสยอง แล้วก็อยู่ในที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิต ทั้งยังแม่ชี รวมทั้งตำรวจก็ถกเถียงว่าอย่าเอาเด็กคนนี้ไปเลย มันคือแผลรุนแรงมากสำหรับหนังสักเรื่อง ถ้าเกิดเปิดเรื่องด้วยเรื่องสำคัญแล้วไม่มีซึ่งเหตุผลควร มันก็เลยสร้างความตะขิดตะขวงตั้งแต่ต้นเรื่อง แล้วบทหนังก็ยังไม่สามารถทำให้คนดูคล้อยตามไปกับความประพฤติปฏิบัติขวางโลกของพอลีท้องนาได้ พอเอามาเลี้ยงเด็กนรกก็ยังคงมีกิริยาเช่นสัตว์ร้าย อิกอร์ไม่เห็นด้วย รวมทั้งขอร้องให้พอลีนาคืนเด็กกลับไปที่สถานสงเคราะห์แต่ว่าเธอก็ยืนกรานว่าจะเก็บเด็กไว้ แถมยังตั้งชื่อเด็กน้อยว่า “วานยา” ตามชื่อลูกที่เสียไป

หนังก็ดำเนินเรื่องตามแบบนิยมของหนังสยองขวัญ ด้วยการให้อิกอร์สืบหาเบื้องลึกเบื้องหลังของเด็กอันธพาลรายนี้ รวมทั้งหาคำตอบว่าเพราะเหตุไรผู้ดูแลถึงฆ่าตัวตาย ก็ถือได้ว่าเป็นปัญหาที่วางไว้ให้เราอยากรู้คำตอบถึงที่มาของเด็กอันธพาล ซึ่งคำตอบก็ถือว่าแปลกใหม่จากหนังฮอลลีวูด เพราะเหตุว่าคำอธิบายถึงตัวตนของเด็กอันธพาลนั้นพาเอาหลุดโลกกันไปเลย ซึ่งแปลก แต่ว่าไม่ทราบสึกเหวอหรืออึ้ง ก็ไม่ทราบว่าปัญหาที่เกิดกับหนังนี้มีมาตั้งแต่ต้นฉบับที่เป็นนิยายหรือมีการเสริมเติมแต่งโดย โอลก้า โกโรเด็ตสกายา ผู้กำกับหน้าใหม่ที่เหมารวมตำแหน่งดัดแปลงนิยายมาเป็นบทภาพยนตร์เองด้วย แต่ว่าปัญหาหลักๆของโอลก้า เลย คือเขาไม่สามารถสร้างบรรยากาศสยองให้กับ Stray ได้แม้กระทั้งนิดเลย สร้างภาพยนตร์สยองแต่ว่าปราศจากความน่าสยดสยองเลย ก็ถือว่าสอบตกอย่างไม่น่าให้อภัยแล้วล่ะครับผม เอาว่าไม่ใช่แค่ประเด็นนี้หัวข้อเดียวที่ไม่มีเหตุไร้ผล แต่ว่าในเรื่องยังมีอีกมาก แต่ว่าหยิบมากล่าวถึงไม่ได้เนื่องจากว่าเป็นการสปอยล์
อีกจุดที่รู้สึกยี้มาก คือมาตรฐานซีจีของหนัง ทำออกมาแบบงี้แล้วเห็นได้ชัดว่าวิทยาการงานวิชวลเอฟเฟกต์ของรัสเซีย ตามหลังจีนอยู่ห่างไกลเลย ฉากโชว์ซีจียาวหลายวินาที แล้วไม่ใช่โชว์แบบมืดๆนะ แต่ว่าวางกันสว่าง เต็มหน้าจอให้เห็นจะๆกันไปเลย ว่างานของฉันกากขนาดไหน เพราะเหตุไรกล้าอวดขนาดนั้นนะ

จะหาตรงไหนมายกย่องหนังได้บ้างนะ เอาเป็นงานแสดงแล้วกัน ตัวพ่อแม่น่ะพอผ่านๆไปได้ ไม่มีฉากต้องโชว์ความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการแสดงอะไรมากไม่น้อยเลยทีเดียวนัก แต่ว่าที่ชวนชมคือตัวเด็กอันธพาลนั่นแหละ ที่ต้องใส่วิวัฒนาการเข้าไปในตัวเองมาก ตั้งแต่เป็นเด็กอันธพาลวิ่งรวมทั้งเดินแบบ 4 ขา เปลี่ยนมาเป็นผู้เป็นคนเพิ่มมากขึ้น แต่งตัวดี มีผมรวมทั้งเริ่มพูดคุยติดต่อสื่อสารกับพ่อแม่ชุบเลี้ยง หลายๆฉากต้องสื่อความทารุณผ่านทางสายตา นับว่าบทนี้แบกรับภาระหน้าที่สำคัญของหนังเลยล่ะ