post

รีวิว The Purge 3: Election Year

ขื่อหนัง : The Purge 3: Election Year
ขื่อไทย : คืนอำมหิต ปีเลือกตั้งโหด
แนว : ภาพยนตร์สยองขวัญ/แอคชั่น 
นักแสดงนำ :แฟรงค์ กริลโล
เอลิซาเบธ มิตเชลล์
มิเคลติ วิลเลียมสัน
เอ็ดวิน ฮ็อดจ์

สืบต่อเนื่องกันมาเป็นภาคที่สามแล้ว สำหรับหนังที่มีพล็อตแปลกและสุดโต่ง เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ มีความคิดที่จะแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ ในประเทศด้วยการตั้งคืนพิเศษขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนประชากร ซึ่งในสองภาคแรกอย่าง ‘The Purge (2013)’ และ ‘The Purge: Anarchy (2014)’ ก็จะกล่าวถึงปีแรกๆ และปีต่อๆ มาของการมีคืนอำมหิต

ลีโอ บาร์นส์ (Frank Grillo) หนุ่มตัวเอกในภาคที่แล้ว มาภาคนี้เขาได้กลายเป็นหัวหน้าหน่วยคุ้มกันวุฒิสมาชิกหญิง ชาร์ลี โรน (Elizabeth Mitchell) ผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ชูประเด็นการต่อต้านและยกเลิกคืนล้างบาป

รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้นโยบายนี้มานานหลายปี จนเสียงเรียกร้องไม่เห็นด้วยกับคืนล้างบาปนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ และโรนกำลังใกล้จะชนะศึกในไม่ช้า แต่คืนล้างบาปกำลังจะมาถึง และเธอคือเป้าหมายใหญ่ที่จะถูกปลิดชีพในคืนนั้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง หากเธอเลือกจะเผชิญหน้าด้วยการอยู่ในบ้านพักที่มีการคุ้นกันอย่างดีแทนการหลบลี้หนีหน้า

กท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลจากทั่วโลกมายังอเมริกาเพื่อร่วมประเพณีล้างบาปที่ไม่เหมือนใครครั้งนี้ เพราะเจ้าหน้าที่ระดับไหนๆ ก็ไม่ได้รับการยกเว้น การล้างบางคนจนกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยมีคนรวย นักการเมือง และคนในศาสนาที่กำลังร่วมกันก่อการหนนี้

ใครๆ ก็รู้ว่าหนังภาคต่ออย่าง ‘The Purge’ เป็นหนังแบบไหนถ้าได้เคยดูมาแล้วสักภาค ภาพของฉากฆ่าแกงกันแบบจะๆ ชีวิตของคนที่ต้องป้องกันตนเองตามแต่กำลังเงินจะพึงมียังคงเป็นมาทุกภาค และแน่นอนว่าคนจนมักไม่มีทางเลือก และกลายเป็นเป้าที่จะต้องถูกเก็บอยู่ร่ำไป

หนังเริ่มเล่าที่เรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ ก่อน โจ ดิกสัน (Mykelti Williamson) เจ้าของร้านชำผิวสีที่จำต้องปกป้องร้านตัวเอง ยืนเฝ้ายามอยู่บนดาดฟ้าของร้าน คืนนั้น เขาต้องเจอกับสาวสีผิวเดียวกันที่เคยจะมาขโมยขนมในร้าน กลับมาพร้อมอาวุธเพื่อหมายฆ่าเจ้าของร้าน แต่เขายังมี มาร์โก้ส์ (Joseph Julian Soria) หนุ่มเม็กซิโกที่เขาช่วยเหลือเอาไว้มาคอยช่วยเขาอีกแรง

แล้วหนังก็ก้าวไปเล่าถึง สว. โรน ที่กำลังใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างคะแนนเสียง เธอเลือกจะอยู่ในบ้านพักเพื่อแสดงตนว่าจะไม่หนีคืนล้างบาปนี้ไปไหน แต่นั่นแหละ อย่างไรเสียเธอก็ไม่รอด ต้องหลบออกไปพร้อมกับลีโอ จนคนสองกลุ่มต้องเจอกันด้วยจุดประสงค์เดียวคือการเอาตัวรอด และการณ์กลายเป็นว่า คนดำต้องช่วยเหลือคนขาว

ภาคก่อนจะเน้นการปกป้องชีวิตตัวเองอยู่ในบ้าน ขยายมาเป็นการเดินไปหลบไปในเมือง มาภาคนี้ ‘The Purge 3: Election Year’ พาไปเผชิญกับเหตุเอาตัวรอดจากคืนอันเลวร้ายในหลากหลายที่ ทั้งในเมือง ทั้งใต้ดิน และแม้กระทั่งในโบสถ์

ภาคใหม่เล่าขยายไปถึงในภาคการเมืองและศาสนา พวกเขามองการชำระล้างบาปในมุมใหม่ที่เลวร้ายกว่าเดิม เหมือนเป็นการมองในมุมของตัวเอง ใกล้เคียงกับจะเป็นการหลอกตัวเองด้วยซ้ำ นักการเมืองที่คิดว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ไม่มองว่าเป็นความเลวร้าย ขณะที่นักบวชในศาสนาเองก็บิดเบือนศรัทธาไปสู่ความเชื่อในด้านมืด อาจถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นการรับใช้การเมืองเสียด้วยซ้ำ

การล้างบาปที่จัดขึ้นทุกปีเป็นความตั้งใจจะหลบเลี่ยงการแก้ไขปัญหาของประเทศด้วยปัญญา มาใช้ความรุนแรงมาใช้แก้ปัญหา และกลายเป็นว่าคนรวยกลับรอดเพราะมีเม็ดเงินในการป้องกันตัวเอง แถมยังมีปัญญาจัดกิจกรรมล่อลวงคนเข้ามาเพื่อฆ่าแล้วอ้างว่ามันเป็นการชำระล้างบาป

post

รีวิว final score

ขื่อหนัง : final score
ขื่อไทย : ยุทธการดับแผน ผ่าแมตช์เส้นตาย
แนว : แอคชั่น/กระตุกขวัญ
นักแสดงนำ :
เดฟ บอทิสตา
ลาร่า พึค
เพียร์ซ บรอสแนน
เรย์ สตีเวนสัน

หนังสูตรสำเร็จรูป มาพร้อมกับบทเชยๆ เดาทางง่าย คิวบู๊สมัยพระเจ้าเหา แต่.. หนังสนุกมาก !! หนังบู๊ระห่ำ มันส์แบบไม่ต้องมีความสมเหตุสมผลใดๆ มารองรับ พระเอกมีความอึดเหนือมนุษย์มนา ตอนจบนี่ลุ้นให้มี นิค ฟิวรี่ โผล่มาชวนเข้าร่วมทีม Avengers ซะจริงๆ

เรื่องนี้ไม่ใช่หนังภาคต่อหนังไทยที่ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์แต่อย่างใด แต่เป็นหนังเกี่ยวกับผู้ชายหุ่นหมีตัวใหญ่อย่าง “เดฟ บาทิสต้า” ที่ตกที่นั่งลำบาก โดนผู้ก่อการร้ายบังคับให้ตามหาตัวผู้ชายคนหนึ่ง ระหว่างเกมการแข่งขันฟุตบอล โดยมีผู้ชมจำนวน 3 หมื่นกว่าชีวิตเป็นตัวประกัน..

สิ่งที่คาดหวังไว้ก่อนตัดสินใจมาชมภาพยนตร์เรื่องนี้มีเพียงอย่างเดียวครับ คือต้องการความมันส์สะใจของฉากแอคชั่นเพียงเท่านั้น และเรื่องนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ในแง่ความมันส์เทคะแนนให้ไปเลยแบบเต็มสิบคะแนน..

“เดฟ บาทิสต้า” กับบทบาทนี้ถือว่าแสดงดีทีเดียว ขนาดเราเองไม่ค่อยจะชอบภาพลักษณ์แกเวลาเล่นหนังเท่าไหร่ ยังอยู่สึกว่าเรื่องนี้โอเค มาคราวนี้ไม่เป็นมนุษย์ล่องหนเหมือนใน Infinity War แล้ว แต่มาบู๊แหลกลานปานร่างกายมึงเป็นกัปตันอเมริกา บางฉากแทบอยากจะตะโกนกลางโรงหนังว่า ไอ้บ้าาาาาา เป็นคนปกติตายไปนานแล้ว

หนังดำเนินเรื่องดีน่าติดตาม ไม่มีอืดอาด ถ้าใครตามรีวิวเราบ่อยๆ จะเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับจุดนี้มากกว่าความสมเหตุสมผลของบทหนังอีก ซึ่งเรื่องนี้หลายๆ ฉากก็โคตรจะไม่สมเหตุสมผล ถ้าตัดเรื่องความโอเวอร์ ความอึดเกินมนุษย์ของพี่ล่ำไป มันก็ยังมีหลายฉากที่โจรสามารถฆ่าพระเอกได้ทันที แต่ก็ดันไม่ทำอยู่เยอะพอสมควร

post

รีวิว Maleficent

ขื่อหนัง : Maleficent
ขื่อไทย :
มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ
แนว :
ภาพยนตร์แนวแฟนตาซี/ผจญภัย
นักแสดงนำ :
แอนเจลีนา โจลี
แอล แฟนนิง
แซม ไรลี่ย์
จูโน เทมเปิล

หลังจากผลงานอนิเมชั่นของดิสนี่ย์เรื่อง “Frozen” อนิเมชั่นที่มีอายุการฉายยืนยาวมากที่สุดในบ้านเรา ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 3-4 เดือนละมั้ง และหลังจากที่อนิเมชั่นดังเป็นพรุแตกแล้ว ยังได้ขึ้นเป็นอันดับ 5 ของหนังทำเงินทั่วโลก และคงทำให้ใครหลายๆ คนที่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่แฟนการ์ตูนของดิสนี่ย์หันมาสนใจผลงานการ์ตูนเจ้าหญิงสุดคลาสสิคของค่ายนี้มากขึ้น

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าหัวการค้าและแผนการตลาดดีมาก สำหรับค่ายการ์ตูนโลกสวยดิสนี่ย์ ที่ใครๆรู้จักกันดี กับการหยิบยกเอาตัวละครในการ์ตูนมาทำเป็นหนัง แต่ก่อนหน้านี้เห็นมีข่าวเกี่ยวกับการนำการ์ตูนคลาสสิคๆ อย่าง “Beauty and the Beast (1959)” และ “Cinderella” มาทำเป็นหนังที่คนเล่น (ไม่นับซีรี่ย์ใน “Once Upon a Time” และหนังจากค่ายอื่นๆนะ ) คาดว่าในอนาคตคงได้เห็นดิสนี่ย์เอาการ์ตูนเจ้าหญิงต่างๆ มาทำเป็นหนังกันแน่ และที่ขาดไม่ได้คงจะเป็นเจ้าหญิงในแบบคนแสดง แต่ใครจะมาแสดงนั้นอันนี้เป็นเรื่องของอนาคต เอาไว้ก่อนและกัน

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าจับตามองของดิสนี่ย์ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การเล่าเรื่องของนางเอกหรือเจ้าหญิง แต่มันเป็นการเล่าเรื่องและที่มาของตัวร้าย(นับว่าเป็นเรื่องแรกของดิสนี่ย์ซะด้วย กับการหยิบยกนำเอาตัวละครตัวร้ายที่เด็กๆหลายคนกลัวแทบเยี่ยวลาดมาทำเป็นหนัง) และก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข้อดีสำหรับแฟนๆของดิสนี่ย์ที่จะได้ทำความรู้จัก กับตัวร้ายตัวนี้แบบเจาะลึก สำหรับใครที่ได้ดู “Sleeping Beauty (1959)” คงรู้จักกันดี ในนาม “มาเลฟิเซนต์” กับเรื่องราวที่มาและปมของเธอกว่าจะมาเป็นมาเลฟิเซนต์ที่ชั่วร้าย และเพราะเหตุใดเธอถึงได้เคียดแค้นคิงสเตฟานและสาปทารกน้อยชื่อ “ออโรร่า”

น้ำตาจะไหล !!! ตอนแรกก็แอบเสียใจนิดๆที่ลุง “ทิม เบอร์ตัน” แกไม่ได้กำกับเรื่องนี้ เพราะก็หวังอยู่ในใจว่าหนัง “Maleficent” นี้จะออกมาแนวๆ แบบใน “Alice in Wonderland” บ้าง เผลอๆอาจจะได้ป๋าเด็ปป์แก มาเล่นเป็นเดียวัล ไม่ก็คงคิงสเตฟฟาน อิอิ #เพ้อเจ้อๆ
แต่สุดท้าย “โรเบิร์ต สตรอมเบิร์ก” พี่แกก็ทำออกมาดีใช่ย่อย สำหรับการกำกับเรื่องแรกของเขา ซีจีเนี๊ยบ !! แถมหนังเรื่องนี้ยังเล่นกับอารมณ์ของคนดูได้คุ้มค่า ยอมรับว่าขนลุกแทบทุกฉาก ><

หนังได้เล่าเรื่องในมุมมืดอีกมุมของการ์ตูนโลกสวย “Sleeping Beauty (1959)” ที่ในการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเอาไว้ เพื่อให้คนดูหนังของดิสนี่ย์ได้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นจึงเจาะจงไปยังตัวร้ายของเรื่องหรือ “มาเลฟิเซนต์” นั้นเอง อย่างที่ได้ยินจากหลายๆ ตัวอย่างที่ว่ามาว่า “อย่าเชื่อนิทานกาลครั้งหนึ่ง” ซึ่งก็อย่างที่ว่าเลยครับ ใครที่เคยได้ดู “Sleeping Beauty” อย่าเอาเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานครับ เพราะหนังจะเล่าเรื่องของแม่มะลิ แถมดิสนี่ย์ยังคงเล่นกับคำว่า “รักแท้” แบบใน “Frozen” (ไม่ขอสปอยนะ ไปดูกันเอาเองอิอิ) ซึ่งหนังยังได้กลิ่นอายของความเป็นดิสนี่ย์สมัยใหม่เข้ามาผสมด้วย ซึ่งก็จะเห็นได้จากที่ผ่านๆมาอย่าง “Tangled” และ “Frozen” ด้วยความที่ว่า “ความรักมันไม่จำเป็นต้องแฮปปี้ หรือจบแฮปปี้เสมอไป “
ส่วนตัวชอบแนวนี้ของทางดิสนี่ย์นะ แบบเก่าก็คลาสสิคไปอีกแบบ

หนังมีอะไรให้คนดูลุ้น และเซอร์ไพรส์กันตลอด อย่างที่คนดูรู้ๆกันว่าหนังจะเล่าเรื่องของ “มาเลฟิเซนต์” แถมก่อนจะเข้าฉายดิสนี่ย์ยังปล่อยฟุตเทจ และคลิปต่างๆจากหนังเรื่องนี้ออกมาเยอะพอควร จนเห็นบางคนบ่นว่าแทบจะเดาเนื้อเรื่องออกแล้ว แต่ที่ไหนได้หนังกลับออกมาผิดคาด และทำเซอร์ไพรส์มาก !! จริงอยู่ที่ว่าคนที่คิดจะดูและยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะเข้าใจว่าทำไมนางถึงได้ร้ายและถึงสาปเจ้าหญิง “ออโรร่า” ตอนทารก แต่คนไหนที่ได้ดูแล้วก็คงจะรู้กันว่าทำไมนางถึงร้าย แต่มันมไม่ใช่แค่นั้น หนังยังทำให้สงสาร เห็นอกเห็นใจ และเข้าใจความรู้สึกของนางมะลิด้วย

พูดถึงโจลี่ นางเล่นดีมากกกกก แผ่รังสีความเป็นมาเลฟิเซนต์ออกมาได้สง่างามมาก แต่ละคำพูดหรือกริยาการตะโกนหรือโวยวายต่างๆ นางไม่ได้ปล่อยหรือแสดงอะไรออกมาพล่อยๆ หรือพร่ำเพรื่อ โจลี่ทำให้คนที่ดูเข้าใจความรู้สึกของมาเลฟิเซนต์จริงๆ ลงลึกไปยังจิตใจของตัวละครที่เล่นเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่แม่มะลิ บิน (หน้าตาของนางบ่งบอกได้ถึงความสุขในการโผปีกบิน ดูแล้วอิน ขนลุกับฉากนี้) หรือว่าจะเป็นฉากที่แม่มะลิสู้ ตอนจบ ในตอนที่แม่มะลิแต่งชุดรัดรูปและไม่มีผ้าคุมชวนให้นึกถึงภาพของ “ลาร่า ครอฟท์ ทูมเรเดอร์” ของโจลี่เข้ามาในหัวแว็ปนึงเลย แถมนางเล่นได้คุ้มทุกอารมณ์ในเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น ซีนดราม่า หรือ ที่นางเล่นมุกตลกหน้าตายต่างๆ ซ้ำยังเพิ่มเสน่ห์ ให้กับมาเลฟิเซนต์ ด้วยการเป็นนางฟ้าที่ปากไม่ตรงกับใจอีกด้วย ดูแล้วหลงรักนางเลย

“แอลล์ แฟนนิ่ง” น่ารักโคตรๆๆๆๆๆๆๆ หน้าอย่างใสอะ และตอนยิ้มนะ โอ้โหหหห แม่เจ้า!! ตกหลุมรักเจ้าหญิงออโรร่าเวอร์ชั่นนี้ขึ้นมาทันทีเลย เรื่องนี้ “แอลล์ แฟนนิ่ง” นางเล่นได้ดีเลยคับ ตามแบบฉบับออโรร่าในการ์ตูนของดิสนี่ย์ ที่ยังคงความโลกสวย เพราะเรื่องนี้พี่แกยิ้มทั้งเรื่อง ขนาดตอนโกรธยังคิดว่ายิ้มเลย ก็คนมันน่ารักทำไงได้ละ

คราวนี้ขอเล่าถึงนางฟ้าใจดีทั้งสามกันบ้าง อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า “อย่าเชื่อนิทานกาลครั้งหนึ่ง” เพราะในหนังเรื่องนี้นางฟ้าใจดีคนละแบบราวฟ้ากับเหว ถ้าเทียบกับฉบับการ์นตูน เพราะจากที่ดูแล้วนางฟ้าทั้งสามคนในหนังเรื่องนี้เหมือนแทบจะทำอะไรไม่เป็นเลย เหมือนคิงสเตฟานแกจ้างมาเลี้ยงออโรร่าซะมากกว่า ซ้ำยังได้ “อิเมลดา สทอนตัน” ที่เคยเล่นเป็น “อัมบริดจ์” ใน “แฮร์รี่ พอตเตอร์” มาร่วมแก๊งนางฟ้าด้วยแล้ว ยิ่งไม่น่าเชื่อว่าเป็นนางฟ้าเข้าไปใหญ่ และยิ่งตอนพี่แกแปลงเป็นคนนะ ใช่เลยยยย !! “อัมบริดจ์” มาเอง #ภาพมันติดตา อิอิ

ขอพูดถึงการแสดงของลูกสาวสุดที่รักของโจลี่ หลังจากที่เด็กหลายคนก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าฉากกับโจลี่ได้เพราะกลัวแคแร็คเตอร์ของมาเลฟิเซนต์ เลยได้เล็กลูกสาวของโจลี่ ( “วิเวียน โจลี-พิตต์” ) มาเล่นแทนเพราะเธอเป็นเด็กเพียงคนเดียวที่ไม่กลัวแคแร็คเตอร์ของโจลี่ ตอนนางเป็นมาเลฟิเซนต์ และก็ถือว่าเธอทำได้ดีเลยที่เดียวสำหรับเด็กวัย 5 ขวบ ทั้งรอยยิ้มอันแสนน่ารักและไร้เดียงสาหรือแอ็คติ้งต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดี (พ่อแม่เขาสอนมาดี ปั้นมากับมือ)

post

รีวิว Maleficent 2

ขื่อหนัง : Maleficent 2
ขื่อไทย :
มาเลฟิเซนต์: นางพญาปีศาจ
แนว :
ภาพยนตร์แนวแฟนตาซี/ผจญภัย
นักแสดงนำ :
แอนเจลีนา โจลี
แอล แฟนนิง
ชเว์เตล ออจิโอฟอร์
มิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์

เนื้อหาในภาคนี้ก็เขียนให้เรื่องราวห่างกับภาคแรกไว้ 5 ปีเช่นกัน ออโรร่าเติบโตขึ้นเป็นสาววัย 21 ปี เธอก้าวจากเด็กสาวมาเป็นราชินีผู้ปกครองดินแดนมัวร์เต็มตัว หลังจากหมั้นหมายกับเจ้าชายฟิลิปส์ในภาคแรก พอมาถึงภาคนี้เจ้าชายฟิลลิปส์ก็ขอเจ้าหญิงออโรร่าแต่งงานอย่างเป็นทางการ ตามเนื้อหาที่เราเห็นในตัวอย่างมาเลฟิเซนต์ไม่เห็นชอบด้วย แต่ด้วยความรักที่เธอมีต่อออโรร่าจึงยินยอมออกงานพิธีเป็นครั้งแรก ด้วยการทำหน้าที่พระมารดาของออโรร่าไปเป็นแขกรับเชิญของพระราชาและพระราชินีแห่งเมืองอัลสตีด ระหว่างการพูดคุยบนโต๊ะอาหาร ก็เกิดเหตุให้ขัดข้องใจทำให้มาเลฟิเซนต์บันดาลโทสะ แปลงร่างเข้าสู่โหมดร้าย ทำลายข้าวของ บริวาร แล้วบินออกไป

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวแค่ในช่วง 15 นาทีแรกของหนัง ที่นำมาเสนอในตัวอย่างหนัง ทำให้ดูเหมือนว่ามาเลฟิเซนต์จากนางพญาปิศาจที่เริ่มมีจิตใจอ่อนโยนมากขึ้นแล้วในภาคแรก จะกลับมาร้ายอีกครั้งแล้วทำศึกกับอัลสตีดและลูกสาวตัวเอง แต่หนังก็ยังวางบทบาทของราชินีอิงกริต บทบาทของ มิเชล ไฟเฟอร์ ให้ดูเคลือบแคลงเหมือนมีแผนการร้ายซ่อนอยู่ ซึ่งในหนังจริงก็ไม่ได้เก็บงำข้อสงสัยนี้ไว้เป็นไม้เด็ดแต่อย่างไร แต่เล่ากันแบบง่าย ๆ ตรง ๆ เผยตัวตนคนร้ายตั้งแต่ต้นเรื่องกันไปเลย

ลินดา วูลเวอร์ตัน มือเขียนบทจากภาคแรกกลับมาสานต่อหน้าที่เดิม แถมด้วยคู่หูนักเขียนบท โนอาห์ ฮาร์ปสเตอร์ และ มิคา ฟิตเซอร์แมน-บลู มาร่วมเขียนด้วย แนวทางของภาค 2 พาบรรยากาศหนังออกห่างไกลจากภาคแรกมาก ประเด็นแรกที่หนังเลือกเน้นในเรื่องสงครามระหว่างเมืองอัลสตีดและ “ดาร์กเฟย์” ชื่อเรียกเผ่าพันธุ์ของเทพมีปีก พี่น้องของมาเลฟิเซนต์ ที่สืบเชื้อสายมาจากนกฟินิกซ์ ก็ต้องยอมรับว่าเส้นเรื่องในภาคนี้เดินหน้าไปแบบเข้มข้นดุเดือด ไม่ต้องอิงเทพนิยาย “เจ้าหญิงนิทรา” แบบภาคแรกอีกต่อไป แล้วไม่ต้องเสียเวลาแนะนำบรรดาตัวละครอีกแล้วด้วย

แต่เมื่อว่าด้วย “สงคราม” ในหนังดิสนีย์ ก็ย่อมเต็มไปด้วยฉากต่อสู้และสังหาร ที่นับว่าสุ่มเสี่ยงพอควรกับการหยิบประเด็นนี้มาเล่นในหนังที่พะยี่ห้อ “ดิสนีย์” ซึ่งหนังก็พยายามเลี่ยงภาพที่โหดร้าย เมื่อเหล่าดาร์กเฟย์ถูกกระสุนเหล็กยิง ก็สลายกลายเป็นเถ้าถ่าน ส่วนบรรดาสัตว์เทพในป่ามัวร์ ก็โดนจับมาทำร้ายเช่นกัน หลาย ๆ ตัวพอตายก็กลายคืนสภาพกลาายเป็นดอกไม้ใบหญ้า ด้วยภาพน่ะไม่มีความรุนแรง แต่นี่คือหนังดิสนีย์ที่ได้เรต G แปลว่าไม่จำกัดอายุ ลูกเล็กเด็กแดงอาจจะรู้สึกสะเทือนใจกับภาพ ภูติน้อยดิ้นกระแด่ว ๆ โดนสังหารต่อหน้าต่อตา

อีกประเด็นหนึ่งที่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าหนังดูผิดแผกจากหนังเทพนิยายดิสนีย์ที่คุ้นเคย ด้วยการเลือกเล่าถึงเผ่าพันธุ์ “ดาร์กเฟย์” ซึ่งหนังเลือกให้ความสำคัญกับเรื่องราวส่วนนี้อย่างมาก ถึงกับพาทัวร์อาณาจักรดาร์กเฟย์กันอย่างยาวนานและละเอียด เล่าถึงประวัติที่มาความเป็นอยู่ พาชมสภาพความเป็นอยู่ การเลือกที่จะลงลึกถึงตัวตน การแบ่งแยกดินแดน การทำสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ เรามักจะคุ้นกับเรื่องราวเหล่านี้ในหนัง Lord of The Rings หรือ Game of Thrones มากกว่า ไม่คาดคิดที่จะได้เห็นหนังดิสนีย์มาเล่าหนังในบรรยากาศแบบนี้ และเช่นเคย มีตัวละครที่ตายจากการทำสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์

กลายเป็นว่าจุดเด่นสำหรับภาคนี้ไม่ใช่เนื้อหา เรื่องราวของหนังที่ดูจะพาออกทะเลไปไกล แต่จุดที่น่าชื่นชมคืองานออกแบบฉากและซีจีที่น่าตื่นตาตื่นใจ แทบทุก ๆ ฉากดูสวยงามอลังการนับตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องเลย ถ้ามีโอกาสเลือกดูบนจอ IMAX 3 มิติได้ขอแนะนำอย่างแรง แค่ฉากเปิดเรื่อง 5 นาที บอกเลยว่าคุ้มเงินแล้ว มุมกล้องจากท้องฟ้าพาเราท่องเข้าไปในดินแดนมัวร์วิ่งผ่านหน้าบรรดาสัตว์ประหลาด ลงไปวิ่งเลี่ยผิวน้ำ ผ่านดอกไม้นานาพรรณ เป็นประสบการณ์ที่รื่นเริงบันเทิงใจมากเหมือนนั่งเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกเลยครับ ฉากที่ประทับใจมากคือการออกแบบสวน “มาลีสุสาน” เป็นดอกไม้สีส้มสว่างท่ามกลางความมืดขึ้นอยู่เต็มผืนดิน ชวนให้คิดถึง”เห็ดกระสือ” ใน “แสงกระสือ” นั่นแหละ แต่โปรดักชันทุนหนาของฮอลลีวู้ดเขาทำได้ตื่นตากว่าก็ไม่แปลกหรอก

อีกฉากที่ต้องซู้ดปากชื่นชมไอเดียในการออกแบบคือรังของ “ดาร์กเฟย์” ที่หยิบไอเดียเรื่องการเอากิ่งไม้มาสานทอขึ้นเป็นรังแบบนก แต่นี่เป็นรังใหญ่มีทางเดินเชื่อมกันเป็นทางยาว เป็นการผสมผสานงานตกแต่งกับธรรมชาติได้กลมกลืนกันดีจริง ฉากมุมกว้างของพระราชวังอัลสตีดก็ดูอลังการเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยมากมาย ดูมีความยิ่งใหญ่สมกับเป็นอาณาจักรใหญ่แต่ก็ยังให้ความรู้สึกแบบปราสาทราชวังในเทพนิยายอยู่ ฉากพิธีอภิเษกสมรสที่ตกแต่งพระราชวังด้วยไม้เลื้อยก็สวยงามมาก เอาเป็นว่าน่าชื่นชมมันหมดทุกฉากในเรื่องเลย ทีมงานออกแบบโคตรเก่ง

จุดสำคัญที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้คือตัวหลักของเรื่อง มาเลฟิเซ็นต์ ต่อให้หนังภาคนี้จะมีบาดแผลมากเพียงใด เสน่ห์ของแม่ก็สามารถเรียกคนมาดูได้อย่างแน่นอน แม่สามารถพยุงหนังทั้งเรื่องได้อยู่จริง ว่ากันตั้งแต่ฉากเปิดตัวเลย แองเจลินา โจลี่ สามารถถ่ายทอดความรู้สึกให้ตัวละครมาเลฟิเซนต์ดูยิ่งใหญน่าเกรงขามเสมอ ยิ่งทำให้ชวนคิดอยู่บ่อยครั้งว่าถ้าไม่ใช่แองเจลินา แล้วจะมีใครเหมาะสมไปกว่านี้ บางอารมณ์ที่แม่อยากจะน่ารัก เอาแค่ฉากที่พยายามยิ้มยิงฟันเอาใจลูกสาว ก็ดูน่ารักชวนขันได้จริง ในฉากรบอีรุงตุงนังเมื่อเหล่าดาร์กเฟย์กำลังตกอยู่ในสภาวะคับขัน แล้วแม่ปรากฏตัวออกมานี่ถ้าตบมือได้ต้องร้อง เย่! ไปเลย มันได้อารมณ์แบบ “แม่มาแล้ว” จริง ๆ ถ้าเคยผิดหวังอยากเห็นการปรากฏตัวแบบอัศวินขี่ม้าขาวของ Captain Marvel ใน End Game แต่เธอไม่ได้โชว์เท่อย่างที่เรารอคอย มาเชียร์ขุ่นแม่มาเลฟิเซนต์ในภาคนี้แทน แม่มาแบบเท่และไม่ผิดหวังจริง ๆ แม้กระทั่งท่าลงจอดแตะพื้น ที่ย่อเข่าแบบเบา ๆ ก็ยังดูดีเลย

สรุปว่าหนังยังสนุกอยู่ บนมาตรฐานหนังแบบเทพนิยายคาดเดาได้ง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน งานภาพสวยงาม อลังการ ขุ่นแม่ทำให้เรายิ้มได้บ่อย ๆ แต่เนื้อเรื่องออกทะเลไปไกล ดาร์กเกินขีดหนังดิสนีย์ที่เราคุ้นเคยไปพอควร มีตัวละครตาย ไม่สมควรได้เรต G อย่างที่ได้มา ผู้ปกครองถ้าพาเด็กเล็กไปดู ต้องทำหน้าที่อธิบายน้อง ๆ กันเยอะเลยล่ะครับ

post

รีวิว knowing

ขื่อหนัง : knowing
ขื่อไทย :
รหัสวินาศโลก
แนว :
บันเทิงคดีวิทยาศาสตร์/กระตุกขวัญ
นักแสดงนำ :
นิโคลัส เคจ
โรส เบิร์น
ลาร่า โรบินสัน
แชนดเลอร์ แคนเตอร์บวรี

เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กผู้ชายชื่อ คาเล็บ ซึ่งเป็นลูกของจอห์น ได้สิ่งของจากแคปซูลย้อนเวลาของเด็กที่ผู้หญิงที่เคยเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับลูกชายของจอห์น ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนี้ก็คือแม่ของไดอาน่าในปัจจุบัน ทั้งนี้กระดาษใบนี้มีแต่ตัวเลขเต็มแผ่นกระดาษ และเมื่อจอห์นได้บังเอิญเจอเหตุการณ์หนึ่งจึงได้ถอดรหัสได้ว่า ตัวเลขที่อยู่บนกระดาษนี้ คือ การทำนายอนาคตว่าจะเกิดหายนะขึ้นที่ไหน วันที่เท่าไร กี่โมง จำนวนคนตายกี่คน แล้วเมื่อจอห์นรับรู้ถึงความลับนี้แล้วจึงได้หาหนทางที่จะยับยั้งไม่ให้เกิดเรื่องราวเลวร้ายเหล่านี้ขึ้น

โดยจอห์นไม่อาจล่วงรู้เลยว่า สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถยับยั้งหายนะได้ เพราะหายนะสุดท้ายที่เกิด คือ การระเบิดของดวงอาทิตย์ ซึ่งได้แผดเผาสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกจนสูญสิ้น แต่เมื่อมนุษยชาติใกล้สูญพันธ์ุก็ได้มีมนุษย์ต่างดาวมานำสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกไปอยู่ด้วยเป็นคู่ ๆ ทั้งเพศผู้-เพศเมีย ชาย-หญิง เพื่อให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ต่อไปได้ นั่นหมายรวมถึงลูกของจอห์น และลูกของไดอาน่า (หลานของคนที่เขียนตัวเลขขึ้น) นี้ด้วย  

ชอบการเดินเรื่องที่มีความลุ้นระทึก ให้ร่วมไขปริศนาตัวเลขต่าง ๆ ตามเนื้อเรื่อง ทีมงานและนักแสดงทุกคนแสดงได้สมบทบาทดี รวมทั้งนักแสดงเด็กในเรื่องด้วย ชอบการสื่อสารอารมณ์ทางสายตา แสดงเป็นธรรมชาติดีมาก

แต่โดยส่วนตัวแล้ว การแก้ปริศนามันบังเอิญเกินไปจนน่าเหลือเชื่อไปหน่อย แต่ก็มีข้อดีคือเอฟเฟกต์ของหนังค่อนข้างดี (เมื่อเทียบกับทุนสร้างที่มีไม่มากนักเมื่อเทียบกับหนังระดับเดียวกัน) โดยเฉพาะในฉากอุบัติเหตุตระการตา ทำให้เราเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ บรรยากาศในเรื่องออกไปทางหม่น ๆ ทำให้เรารู้สึกถึงได้เรื่องความลึกลับชวนติดตามการไขปริศนา แม้ในหนังจะมีบางช่วงที่ดำเนินเรื่องได้ยืดยาวไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วงานภาพและการดำเนินเรื่องค่อนข้างทำได้ไม่เลว

คำว่า “Knowing” ที่เป็นชื่อเรื่อง รู้สึกเป็นชื่อที่ดีสมกับเนื้อเรื่อง เพราะเป็นการรับรู้ รู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น ชอบความหมายของหนังที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อ ชอบเนื้อเรื่องเกี่ยวกับไซไฟ มีให้ความรู้เกี่ยวกับการเอาตัวรอดภายในเรื่องด้วย ไม่ว่าจะเป็นการหนี การหาที่หลบภัยในวิกฤตต่าง ๆ แต่แอบเสียดายที่เนื้อหาตอนจบของเรื่องจบแบบเอามนุษย์ต่างดาวมาช่วย มนุษย์ต่างดาวแสดงแข็งไป และบทมาท้าย ๆ ทำให้รู้สึกไม่อินกับการมีมนุษย์ต่างดาว ทำให้รู้สึกขัดใจอยากให้จบแบบอื่นมากกว่า แต่โดยรวมแล้วคนที่ชอบหนังในสไตล์วันหายนะน่าจะชอบค่ะ

ทั้งนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของนักเขียนเท่านั้นนะคะ ถ้าเพื่อน ๆ มีเวลาว่าง ช่วงนี้ไม่ได้ไปไหนลองดูเรื่องนี้ก็ได้ค่ะ โดยรวมถือว่าสนุกอีกเรื่องหนึ่งเลยจ้า

post

รีวิว Limitless

ขื่อหนัง : Limitless
ขื่อไทย :
ชี้ชะตา ยาเปลี่ยนสมองคน
แนว :
กระตุกขวัญ/แอคชั่น
นักแสดงนำ :
แบรดลีย์ คูเปอร์
แอ็บบี้ คอร์นิช
แอนนา ฟรีเอล
รอเบิร์ต เดอ นิโร

Limitless เป็นหนังที่มี “ยา” ตัวหนึ่ง เป็นสิ่งที่ดำเนินเรื่อง ยาชื่อว่า “NZT” ยาตัวนี้ ผลิตในแล็ปเอกชน และไม่ได้ผ่าน อย. แต่อย่างใด ถูกขายโดย แก๊งมาเฟีย NZT คือยาที่จะทำให้ สมองของคุณทำงานได้ 100% ใครก็ตามที่ได้กินยานี้เข้าไป จะได้กลายมาเป็น “อัจฉริยะชั่วข้ามคืน” แน่นอน แต่ยานี้เป็น “ยาที่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง” และเป็นยาที่ “ผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม NZT ยังคง เป็นที่ต้องการอย่างมาก ของคนที่เคยใช้มัน และทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนเป็น “ดีขึ้น”

                ในหนัง Limitless จะมี เอ็ดดี้ มอร์รา (แบรดลีย์ คูเปอร์) เป็น “ตัวเอก” ของเรื่อง และก็เป็น อีกคนหนึ่งที่ได้ใช้ NZT โดยบังเอิญ เนื่องจากเอ็ดดี้ ได้ไปเจอเข้ากับ “อดีตพี่เขย” ที่เป็น “มาเฟีย” ให้ยามาลองใช้  โดยบอกกับ เอ็ดดี้ว่า ยานี้ผ่าน อย. แล้ว เมื่อเค้าได้ยามา เค้าก็ยังไม่คิดจะใช้มัน เพราะกลัวว่า มันจะเป็น “สารเสพติด” แต่……… เมื่อเค้ากลับมาถึงหอพักโทรมๆ ที่เช่าอยู่นั้น ก็โดน เจ้าของหอทวงค่าเช่า เลยจำใจกินยา NZT เข้าไป หวังจะว่ามันช่วยให้ รู้สึกดีขึ้น ยาทำงานได้อย่าง “รวดเร็ว” เอ็ดดี้รู้ว่าทุกๆ อย่างที่เคยอ่าน เคยดู เคยฟัง เคยผ่านมาแล้ว แม้จะนานแค่ไหน เค้าจำมันได้ “ทั้งหมด”

Robert De Niro as Carl Van Loon

                หลังกิน NZT เข้าไป เอ็ดดี้ ทำงานได้แบบ Limitless หรือ ทำงานได้แบบ “ไม่มีขีดจำกัด” ไม่หิว ไม่ง่วง หัวสมองทำงานจนถึง “ขีดสุด” จากที่ เอ็ดดี้ เป็นแค่นักเขียนไส้แห้ง คิดพล็อตไม่ได้เลย กลับกลายเป็นว่า เค้าเขียนหนังสือจนเสร็จ ภายในคืนเดียว เอ็ดดี้ กลายเป็นคนที่ “ประสบความสำเร็จ” อย่างมาก เค้าเปลี่ยนใจจาก นักเขียน ไป เล่นหุ้น และเค้าก็ทำมันได้ดีมากๆ เลยล่ะ ในวอลล์สตรีท เอ็ดดี้ ทำกำไรหุ้นได้ “มหาศาล” จากเงินทุนแค่เล็กน้อย แต่เค้ายังไม่พอใจ เค้าคิดว่าถ้ามีเงินลงทุนมากกว่านี้ คงจะสนุกกว่านี้ วันหนึ่งก็ได้ติดต่อกับ “นักเลง” ที่ปล่อยเงินกู้ เพื่อ กู้เงินมาลงทุนในตลาดหุ้น แน่นอนว่า เค้าทำสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นที่ “โจษจัน” จนไปเข้าหูของ คาร์ล แวน ลูน (โรเบิร์ต เดอนิโร) “เจ้าพ่อตลาดหุ้น” ที่ใหญ่ที่สุด คาร์ล อยากดึงตัว เอ็ดดี้มาร่วมทำงานกับเค้า

                เอ็ดดี้ ทำงานได้เป็นอย่างดี หลังจากกินยา NZT แต่แล้ววันหนึ่ง เค้าก็เริ่มรู้สึกถึง “ผลข้างเคียง” ของยา คนที่เคยให้ยาเค้าโดน “ฆ่าตาย” ตัวเองก็โดน “สต็อกเกอร์” ตามล่า แต่ถ้าไม่มี NZT ตัวของ เอ็ดดี้ เองก็จะทำงานไม่ได้ เค้าโทรไปหาคนที่ เคยกินยา NZT จากโน้ตที่ได้มาจาก อดีตพี่เขย แล้วก็ได้ได้พบว่า คนที่เคยกินยานี้ ตาย ไม่ก็ ป่วยโคม่า อยู่ที่ รพ. ซ้ำร้าย เอ็ดดี้ กำลังเผชิญหน้าเข้ากับ สต็อกเกอร์ อย่างจัง

                เป็นยังไงคะ “เรื่องย่อ” ของหนัง ยาเปลี่ยนสมองคน น่าสนุก และ ตื้นเต้น ใช่มั้ยล่ะ เรามาเอาใจช่วย เอ็ดดี้ กันเถอะว่าเค้าจะทำยังไงต่อไป เมื่อยามีผลข้างเคียงถึง “ตาย” แต่ก็ขาดยา NZT ไม่ได้เช่นกัน และมาช่วยกันลุ้นว่า เค้าจะเอาตัวรอดจาก “สต็อกเกอร์” ที่ตามล่าเค้าได้ยังไง ส่วนตัวแอดให้คะแนนเรื่องนี้ 9/10 ค่ะ แต่เมื่อมี ซีรีส์ เข้ามา จะเป็นส่วนที่เติมเต็มหนังเรื่องนี้ได้ดีมาก ครั้งต่อไป แอดจะมาเล่า เรื่องย่อ ของ ซีรีส์ เรื่องนี้ ให้อ่านกันอีกนะ

post

รีวิว Now You See Me 2

ขื่อหนัง : Now You See Me 2
ขื่อไทย :
อาชญากลปล้นโลก
แนว :
ผจญภัย/ตลก
นักแสดงนำ :
เจสซี ไอเซนเบิร์ก
เดฟ แฟรนโก
มาร์ค รัฟฟาโล้
วูดดี แฮร์เรลสัน
มอร์แกน ฟรีแมน
ลิซซี่ แค็ปแลน
แดเนียล แรดคลิฟฟ์

 Now You See Me 2 จะบอกเล่าถึงเรื่องราว 1 ปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคที่แล้วที่เหล่า กลุ่มจตุรอาชา (หรือ The Four Horsemen) ได้ร่วมกันชิงไหวชิงพริบเอาชนะเจ้าหน้าที่ FBI ได้สำเร็จ รวมไปถึงยังได้รับเสียงชื่นชมและคำสรรเสริญจากเหล่าผู้คนมากมายถึงความชาญฉลาดของพวกเขา … กลับมาในครั้งนี้พวกเขาก็จะขอแทคทีมร่วมกันทำภารกิจสุดยิ่งใหญ่เหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้จะต้องเจอศัตรูตัวฉกาจรายใหม่ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมและทัดเทียมไม่แพ้พวกเขา นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปล้นครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่และอันตรายกว่าเดิมหลายเท่าตัว!

ถ้าจะพูดกันตามตรง เราขอสารภาพเลยว่าที่เลือกดูหนังเรื่องนี้เป็นเพราะนักแสดงล้วนๆ ไม่ว่าจะแดเนียล จากพ่อมดน้อยแฮรี่ พอตเตอร์ผู้โด่งดัง หรือจะเจ โชว์ นักร้อง นักแต่งเพลงที่มีความสามารถรอบด้าน แต่พอเอาเข้าจริงๆ ในเรื่องทั้ง 2 คนนี้ได้รับบทรอง เดเนียลยังไม่เท่าไหร่ แต่เจ โชว์นี้แทบจะโดนกลืนไปกับท้องเรื่องเลยก็ว่าได้ 
ในส่วนของตัวเนื้อเรื่อง ถ้าหากไม่เคยดูภาคแรกมาก่อน รับรองได้ว่ายังไงก็งง แต่ถ้าจะดูเอาอรรถรส เช่น ดูเทคนิคมายากลที่นำมาเปิดเผย แบบนี้ก็พอไปวัดไปวาได้เหมือนกัน แต่ฉากเล่นกลนั้นก็มีไม่มากนัก ที่เห็นชัดๆ กันช่วงที่เหล่าจตุอาชาเข้าไปขโมยชิป โดยซ่อนของที่ขโมยได้เอาไว้ในไพ่ แล้วโยนไพ่ส่งต่อให้กัน ฉากนั้นเป็นฉากเดียวในเรื่องที่เรารู้สึกว่าทำให้คนได้ลุ้นแบบนั่งไม่ติดจริงๆ ส่วนฉากรองลงมาก็ต้องยกให้ฉากที่เหล่าจตุอาชาโดนโยนลงจากเครื่องบิน แต่สุดท้ายเกมกลับพลิก

สิ่งที่ชอบจากภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการแก้เกมของเหล่าจตุอาชา ที่ให้แผนที่ตัวร้ายของเรื่องใช้กับตัวเอง มาหลักเหลี่ยมฝ่ายตรงข้ามซะเอง และเป็นการจบเรื่องแบบสวยงาม แต่เราว่ามันไม่ปังสักท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าหนังน่าจะสามารถเร้าอารมณ์ของคนดูได้มากกว่านี้ ข้อดีของหนังคือมีความสมจริง เพราะใช้ CG น้อยมาก ทำให้นักแสดงต้องทำงานหนักกว่าเดิม แต่โดยรวมในฉากเล่นกลและฉากต่อสู้ ถือว่าทำออกมาได้เนียนใช้ได้เลยทีเดียว 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้ตามมาตรฐาน ถึงจะไม่หวือหวา แต่ก็มีฉากให้คนดูได้ลุ้น เนื้อเรื่องมีจุดพลิกผันที่คาดเดาได้ยาก ส่วนตอนจบทุกปมก็คลี่คลาย ไม่เหลืออะไรให้ต้องขบคิดต่อ ถ้าอยากดูหนังเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ หนังเรื่องนี้ก็จัดว่าใช้ได้เลยทีเดียว

post

รีวิว Now You See Me

ขื่อหนัง : Now You See Me
ขื่อไทย : อาชญากลปล้นโลก
แนว : กระตุกขวัญ/ภาพยนตร์ลึกลับ
นักแสดงนำ : เจสซี ไอเซนเบิร์ก
เดฟ แฟรนโก
มาร์ค รัฟฟาโล้
วูดดี แฮร์เรลสัน
มอร์แกน ฟรีแมน
อิซล่า ฟิชเชอร์

จำไม่ได้แล้ว ว่าดูหนังแนวเล่นมายากลครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ระหว่างที่กำลังหาดู ก็ได้บังเอิญมาเจอหนังเรื่อง Now You See Me ที่ไม่ใช่แค่เล่นมายากล ผสานไปกับการปล้นด้วย 

หนังเล่าเรื่องถึง นักมายากลกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่าจตุรอาชา ซึ่งประกอบไปด้วย เจ แดเนียล แอตลาส (Jesse Eisenberg ) นักมายากลที่ใช้ไพ่เป็นหลัก , เมอร์ริตติ์ แมคคินนี่ย์ (Woody Harrelson) นักมายากลสะกดจิต , เฮยลีย์ รีฟ (Isla Fisher) จตุรอาชาสาวเพียงคนเดียวของกลุ่ม มีความสามารถในการเล่นมายากลใต้น้ำ , แจ็ค ไวลเดอร์ (Dave Franco) เป็นนักมายากลที่สะเดาะกุญแจเก่งมาก และการเล่นยามากลบังหน้าการปล้นครั้งนี้พวกเค้าก็ต้องมีอุปสรรคเพราะ ดิแลน โรห์เดส (Mark Ruffalo) FBI ที่พยายามตามจับกลุ่มจตุรอาชาเสมอ โดยคิดว่าตัวเองเก่งกว่า โดยไม่รู้เลยว่าเขาเองไม่เคยตามทัน

หนังมายากลที่มาพร้อมคอนเซปที่น่าสนใจ คือการปล้นไป เล่นมายากลไป จริง ๆ แล้วมันคือการปล้นธนาคาร แต่เบี่ยงเบนความสนใจด้วยมายากล หลอกให้คนดูคิดไปเอง และก็ตลบหลังเฉย

โดดเด่นที่สุดคงจะเป็น เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก กับบทบาทนักมายากลไพ่ ซึ่งถ่ายทอดบทบาทออกมาได้เป็นอย่างดี ต้องพูดตามตรงว่า นักแสดงทำให้คนดูอินในแบบของทักษะมายากล แต่ในส่วนของทักษะและผลงานการแสดง ก็ไม่ได้ปังเท่าไหร่ แต่ถ้าข้ามในจุดนี้ไปได้ หนังเรื่องนี้ขนมายากลมาเพื่อตบตาคนดูได้อย่างแนบเนียน คือดูจบ แทบจะลุกมาตบมือให้ และแน่นอน ผู้ที่ออกแบบมายากลในภาาพยนตร์นี้ก็คือ เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ นักมายากลชื่อดังนั่นเอง 

(Clockwise from bottom) DAVE FRANCO, JESSE EISENBERG, ISLA FISHER and WOODY HARRELSON star in NOW YOU SEE ME Ph: Barry Wetcher, SMPSP © 2013 Summit Entertainment, LLC. All rights reserved.

และสิ่งที่หนังค่อนข้างพลาดไป คือไปให้ความสนใจกับ FBI ดิแลน มากเกินเหตุ แทนที่จะให้ความสนใจกับสี่จตุรอาชามากกว่า ซึ่งดูจากอุปนิสัยใจคอของดิแลน ก็เดาง่ายไม่ได้มีอะไรให้ประหลาดใจนัก

คะแนนเนื้อเรื่อง 8/10 หนังมีคอนเซปที่ดีในแง่ของการเล่นมายากลเพื่อตบตาการปล้น แต่ดันวางตัวละครให้FBI เด่นกว่าโจรไปซะอย่างนั้น แถมFBI ก็มีระบบการเดินเรื่อง แนวคิด ความคิดที่แสนจะเดาง่าย ไม่ได้ซับซ้อน และเมื่อตัวละครเอกเดาง่าย หนังก็ขาดความน่าติดตาม แต่เมื่อสี่จตุรอาชาออกโรงหนังค่อยดูน่าสนใจขึ้นมาหน่อย

post

รีวิว Malicious

ขื่อหนัง : Malicious
ขื่อไทย : ไม่ไปผุด ไม่ไปเกิด
แนว : ภาพยนตร์สยองขวัญ/กระตุกขวัญ
นักแสดงนำ : จอร์ช สจ๊วต
เมลิสซา โบโลนา
โบจานา โนวาโควิค
เดลรอย ลินโด

‘กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด’ คือ นิยามสั้นๆ ของภาพยนตร์เรื่อง ‘Malicious’ คนรักหนังผีต้องห้ามพลาด ! ถ้าคุณผิดหวังมาจากหนังผีเรื่องอื่นๆ ที่ทำออกมาไม่หลอน ไม่สยองขวัญ ไม่สาแก่ใจ ขอให้คุณอย่าพึ่งหมดศรัทธา ลองเปิดใจชม ‘Malicious’ แล้วจะรู้ว่าหนังผีน่ากลัวยังมีอยู่จริง !

ภาพยนตร์สยองขวัญ เรื่องนี้ขอท้าพิสูจน์ความหลอนกับผู้ชมทุกคน Malicious หรือชื่อภาษาไทย คือ ‘ไม่ไปผุด ไม่ไปเกิด’  กับ เรื่องราวความผูกพันอันลึกซึ่ง ระหว่างผู้เป็นมารดากับลูก แม้ความตายก็มิอาจขวางกั้น นำแสดงโดย Bojana Novakovic,  Josh Stewart รวมทั้งดารานักแสดงอื่นๆ อีกมากมาย ผลงานสยองขวัญชิ้นนี้เป็นฝีมือของ Producer มือทอง ซึ่งเคยนำภาพยนตร์สยองขวัญ สั่นประสาทอย่าง Get Out (2017) ไปถึงเวที Oscar มาแล้ว

ภาพยนตร์เรื่องนี้ บอกเล่าเรื่องราวของ ภรรยาสาวท้องแก่ ‘LIZA’ (รับบทโดย Bojana Novakovic) กับ ‘ADAM’ ศาสตราจารย์ผู้เป็นสามี (รับบทโดย Josh Stewart) พวกเขาตัดสินใจย้าย ไปยังบ้านหลังใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมเจ้าตัวน้อยที่เกิดมา หากแต่เกิดเรื่องเศร้าเสียก่อน LIZA แท้งลูกและไม่สามารถมีลูกได้อีกต่อไป หากแต่การจากไปของลูก กลับนำพาสิ่งอื่นเข้ามาแทน สิ่งนั้นปรากฏตัวเพื่อหลอกทุกคนในครอบครัว และเหตุการณ์อันเลวร้ายก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันการแท้งของ LIZA ก็ยังคงเป็นปริศนาอันดำมืด…

พล็อตของภาพยนตร์เรื่องนี้ มีความแตกต่างกับภาพยนตร์ผีเรื่องอื่นๆ ที่เคยมีมา มีจุดเด่นอันน่าสนใจ คือ วิญญาณจะเจริญเติบโตตามเวลา โดยการทำร้ายคนท้องก็กระตุ้นจุดมนุษย์ซึ่งกำลังอ่อนแอได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถขยี้มุมมองของมารดาที่รักลูกได้อีกด้วย ถึงแม้ลูกจะเป็นปีศาจที่น่ากลัวก็อยากปกป้อง ส่วนพล็อตเรื่อง คือ วิญญาณไม่ได้สิงบ้าน หากแต่จะสิงกับสิ่งของ ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย

และเน้นไปที่การสิงสู่ตัวละคร ที่มันกำจัดหรือหนีไม่ได้ง่ายๆ หากแต่ก็ยังมีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดความน่าสงสัยขึ้นเหมือนกัน เนื่องจากผู้ชมไม่อาจได้ทราบถึงจุดประสงค์ของวิญญาณเลยว่า มันจะมาฆ่าคนเพื่ออะไร แล้วถ้าฆ่าหมดได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นมา หรืออาจเป็นเหมือนกับภาพยนตร์ผีเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเพียงตัวร้ายที่ฆ่าคนแบบต้องมีเหตุผล ทำให้กลายเป็นภาพยนตร์ผีที่มีจุดประสงค์เขย่าขวัญแบบไม่ต้องอิงพื้นฐานใดๆ อยากฆ่าก็เพราะอยากฆ่า และผสมความเป็นดราม่าอยู่บ้าง ยกตัวอย่าง เช่น เรื่อง แม่-ลูก, ผัว-เมีย

post

รีวิว The Green Mile 1999

ขื่อหนัง : The Green Mile 1999
ขื่อไทย : ปาฏิหาริย์แดนประหาร
แนว : อาชญากรรม/ภาพยนตร์ชีวิต
นักแสดงนำ : ไมเคิล คลาร์ก ดันแคน
เดวิด มอร์ส
ทอม แฮงส์
แซม ร็อคเวลล์

The Green Mile 1999 ( ปาฏิหาริย์แดนประหาร พ.ศ. 2542 ) ภาพยนตร์อเมริกัน แนวดราม่าที่เรียกน้ำตาได้มากมาย จากคนดูมาแล้วทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในยุคนั้น เรื่องราวเกี่ยวกับนักโทษต้องคดีประหารชีวิต ที่ต้องเดินผ่านเส้นทางเดินสีเขียวที่ใช้เป็นทางเดินออกจากห้องขังไปสู่เก้าอี้ไฟฟ้าที่เรียกว่ากรีนไมล์ (Green Mile) ตัวหนังให้ความรู้สึก ให้อารมณ์ทั้งความกดดันของผู้ต้องโทษประหาร การทำงานกับผู้ร่วมงานเด็กฝากงี่เง่าที่หลายๆคนคงจะรู้สึกอยู่ในการทำงานปัจจุบัน ความต้องการที่จะแหกกฎที่เรียกได้ว่ารุนแรงที่สุดในชีวิต เพื่อคนที่เรารักและผูกพัน กำกับการแสดงโดย แฟรงค์ ดาราบอนต์ผู้กำกับเดียวกับ The Shawshank Redemption ผลงานการเขียนของสตีเฟน คิงอีกเช่นกัน ซึ่งได้รับการเข้าชิงรางวัลออสการ์  ถึง 4สาขา

ดำเนินเรื่องผ่านการเล่าจากปากพัศดี พอล เอดจ์คอมบ์ วัยเกษียณ (แด๊บส์ เกรีย) เล่าถึงช่วงชีวิตการพัศดีเรือนจำแห่งหนึ่งในโคลด์ เมาท์เทนท์ ทางใต้ ในยุคที่ยังมีการเหยียดสีผิวอยู่ พอล เอดจ์คอมบ์ (ทอม แฮงค์) เหล่าผู้คุม( เดวิด มอร์ส, แบร์รี เป๊ปเปอร์ ) หัวหน้าพัศดี(เจมส์ ครอมเวลล์)ได้รับการรักษาโรคที่เกิด ขึ้นกับตัวและคนอันเป็นที่รัก โดยวิธีการที่เรียกได้ว่าปาฏิหาริย์ จากนักโทษจอห์น ค็อฟฟี่ (ไมเคิล คลาร์ก ดันแดน) หนุ่มร่างยักษ์ผิวสี ที่ต้องโทษประหารในคดีฆาตกรรมเด็กหญิงสองคน ที่ดูไม่เหมือนคนร้ายเลย จนพอลต้องหาวิธีที่จะรื้อคดีและหาความจริงต่างๆเพื่อช่วยเหลือเขาจากการประหารชีวิตโดยเก้าอี้ไฟฟ้า

2478 ในขณะนั้นพอล เอดจ์คอมบ์ (ทอม แฮงค์)เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลผู้ต้องขังคนหนึ่ง ที่ทำงานร่วมกับเพื่อนพ้องเหล่าผู้คุมบลูตัส (เดวิด มอร์ส),ดีน แสตนตั้น (แบร์รี เป๊ปเปอร์) หัวหน้าพัศดีสแตนตัน แฮร์รี่(เจมส์ ครอมเวลล์) โดยมีผู้คุมเด็กฝากจอมป่วนอย่างเพอร์ซี่ เวทมอล(ดั๊ก ฮัตชิสัน) ที่คอยป่วนการทำงานของรุ่นพี่และมีนิสัยชอบกลั่นแกล้งทารุณผู้ต้องขังเพราะเชื่อว่าพวกเค้าเหล่านั้นเป็นคนชั่วรวมไปถึงนักโทษสูงอายุเอดาวร์ด “เดล” เดลลาคลออิคค (ไมเคิล เจเตอร์) ที่ถูกจับกุมและรอการประหารชีวิตที่ไม่รู้ไปทำอะไรให้เวทมอลแค้นขนาดนั้นในขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ทำงานได้ดีทั้งต่อเพื่อนร่วมงานและกับผู้ต้องขังคนอื่น

ในขณะที่ทุกข์ทรมานจากการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ อย่างรุนแรงของพอลได้รับการแนะนำให้รู้จักกับนักโทษที่รอการประหารชุดใหม่ที่มีจอห์น “คอฟฟี่” เบนจามิน(ไมเคิล คลาร์ก ดันแดน) ชายผิวสีผู้มีร่างกายใหญ่โตแต่กลับเป็นคนที่อ่อนโยนไม่เข้ากับบุคลิคของเค้า ซึ่งดูไม่เหมือนคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาคดีข่มขืน และนักโทษคนอื่นอย่างวิลเวี่ยม “ไวท์บิลล์” วอลตั้น(แซม ร็อคเวลล์) ฆาตกรโรคจิตที่รอวันประหารเช่นกัน จอห์น คอฟฟี่ชายร่างยักษ์ได้แสดงปาฏิหาร์ในการรักษาอาการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะของพอลได้หายเป็นปลิดทิ้งโดยการดึงสสารบางอย่างออกมาจากร่างของพอลแล้วพ่นออกไปในอากาศ และจอห์นยังฟื้นคืนชีพหนูมิสเตอร์จิงเกิ้ลเมาส์ของนักโทษสูงอายุเดลที่ถูกเจ้าหน้าที่ตัวป่วนเพอร์ซี่ฆ่่าตายได้อีกด้วย

เมื่อเวลาผ่านไปการประหารชีวิตเก้าอี้ไฟฟ้าของเอดาวร์ด “เดล” เดลลาคลออิค เจ้าหน้าที่เพอร์ซี่ก็ยังกลั่นแกล้งเดลจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตด้วยการจงใจละเลยการดูดซับฟองน้ำที่ใช้เพื่อเป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้าไปที่หัวของเดลเพื่อให้ผู้ถูกประหารไม่ทรมาน สิ่งนี้ส่งผลให้เดลต้องทนทุกข์ทรมานนานกว่าจะเสียชีวิตอย่างเจ็บปวดมากเมื่อไม่มีน้ำเป็นสื่อกลางจนร่างกายของเขาลุกติดไฟจากกระแสไฟฟ้าในขณะที่ผู้ชมที่ตื่นตระหนกพยายามหนีออกจากห้องผู้คุมส่วนใหญ่รู้ดีจากประสบการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นและพอลบีบคั้นให้เพอร์ซี่ยอมรับตั้งใจทำให้ เดลต้องทรมานจาการถูกเผาไหม้แบบนั้นแต่แน่นอนเค้าไม่ยอมรับในสิ่งที่เค้าก่ออย่างแน่นอนและไม่กลัวที่จะโดนไล่ออกเพราะเค้าเส้นใหญ่พอ ก่อนที่ทุกคนจะวางแผนจับเพอร์ซี่ไปขังไว้ในห้องขังเดี่ยวเพื่อต้องการให้สำนึกในผิดที่เค้าก่อไว้ก่อนที่จะกระแทกหน้าเค้าไปหนึ่งทีพร้อมข้อตกลงที่จะไม่กลั่นแกล้งนักโทษคนอื่นอีก

พอลขอให้เบนจามินใช้พลังของเขาในการรักษาภรรยาของหัวหน้าพัศดีเรือนจำที่เค้าสนิทเป้นการส่วนตัวผู้ป่วยหนักจากอาการเนื้องอกสมอง เขาจัดการวางยานักโทษคนอื่นและล็อคเจ้าหน้าที่เพอร์ซี่ไว้ในห้องขังเดี่ยวอีกครั้งและเตรียมตัวจะไปที่บ้านของผู้คุม ในขณะนั้นนักโทษสุดเพี้ยนวอลตั้นละเมอตื่นขึ้นมาชั่วครู่และคว้าแขนของคอฟฟี่เอาไว้ ทำให้จอห์น คอฟฟี่ได้สัมผัสกับความทรงจำของวอลตั้นและรู้ว่าที่จริงแล้วเขาเป็นฆาตกรตัวจริงที่ฆ่าเด็กผู้หญิงสองคนในคดีที่เค้าถูกกล่าวหา ซึ่งในความเป็นจริงจอห์น คอฟฟี่ เบนจามินถูกจับในขณะที่เขาอยู่ในที่เกิดเหตุและพยายามที่จะคืนชีพเหยื่อทั้งสองแต่ไม่เป็นผลทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดว่าเค้าเป็นคนก่อเหตุ

แม้ว่าหัวหน้าพัศดีไม่เต็มใจเท่าไหร่นักที่จะอนุญาตให้เบนจามินเข้าถึงตัวภรรยาที่ป่วยกำลังจะตาย แต่เนื่องจากไม่มีอะไรจะเสียและเป็นความสมัครใจของผูเป่วย เขาจึงยินยอมให้รักษาภรรยาของเค้าโดยใช้วิธีเดิมคือใช้ปากดูดสสารบางอย่างออกจากร่างกายของเธอ เมื่อกลับไปที่คุกเบนจามินกลับมีอาการป่วยหนักแทนซึ่งดูเหมือนสสารบางอย่างที่เขาเอาออกจากภรรยาของหัวหน้าผู้คุมจะยังอยู่ในตัวเค้า ก่อนที่จะถือจังหวะที่เจ้าหน้าที่ตัวป่วนเพอร์ซี่เข้ามาใกล้จับแล้วปล่อยสสารพวกนั้นไปในตัวของเพอร์ซี่ดูเหมือนเพื่อเป็นการแก้แค้นที่ทำให้เดลต้องทรมาน เบนจามินอธิบายการกระทำของเขาสั้นๆโดยบอกว่าพวกเค้าเป็น “คนเลว”

พอลพูดคุยกับเบนจามินถึงความเป็นไปได้ในการหลบหนีเนื่องจากเขาไม่ต้องการทำลายสิ่งที่เชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ของพระเจ้า แต่เบนจามินบอกพอลว่าเขาผ่านประสบการณ์กับความโหดร้ายของมนุษยชาติมามากเพียงพอแล้วและเขาพร้อมที่จะตายเมื่อพูดถึงว่าเขาไม่เคยรับชมภาพยนตร์มาก่อนในชีวิตพอลจึงพาเบนจามินเข้าไปดูภาพยนตร์ตลกเรื่องTop Hat(1935)ท็อปแฮท ภาพยนตร์เพลงแนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่ทำให้พอลลำรึกถึงเรื่องนี้ เป็นคำขอสุดท้ายต่อมาในคืนนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่คุ้มกันเบนจามินไปที่ห้องประหารเบนจามินข้ออีกอย่างว่าไม่อยากสวมหน้ากากคุมหัวเหตุเพราะเขากลัวความมืด ก่อนที่จะสั่งการประหารชีวิตเบนจามินผู้ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่รู้ว่าเค้าไม่มีความผิดแต่ก็ไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้

พอลในวัยเกษียณเล่าเรื่องราวของเขามาถึงตอนสุดท้าย และบอกว่าการประหารชีวิตของเบนจามินเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาและโฮเวลดูแลหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ลาออกจากการเป้นเจ้าหน้าที่และรับงานในทัณฑสถานเยาวชน พอลมีอายุยืนยาวกว่าบุคคลทั่วไปร่วมไปถึงมิสเตอร์จิงเกิ้ลเมาส์หนูสัตว์เลี้ยงของเดลก็ยังมีชีวิตอยู่ที่เคยได้รับการชุบชีวิตจากคอฟฟี่ พอลอธิบายว่าพลังการรักษาของเบนจามินทำให้เขามีอายุยืนยาวที่ไม่ธรรมดาเชื่อว่าการมีอายุยืนยาวของเขาคือการลงโทษจากพระเจ้าเป็นการแลกเปลี่ยนกับการรักษาของเบนจามินทำให้เขาอายุยืนกว่าครอบครัวและเพื่อนคนอื่นๆและทำให้ตระหนักว่าขนาดหนูตัวเล็กอย่างจิงเกิลส์มีชีวิตอยู่มาหกสิบปีแล้วและสงสัยว่าชีวิตของเขาจะต้องมีชีวิตต่อไปอีกนานเพียงใด เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ได้รับกระแสตอบและรับคำวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ดี  เว็บไซต์วิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังอย่างรอตเทนโทเมโทส์ได้รับการจัดอันดับความเห็นชอบ 94% จากความคิดเห็นจากนักวิจารณ์ทั้งหมด126 รายการโดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ ผลความคิดเห็นส่วนใหญ่นักวิจารณ์ของเว็บไซต์บอกว่า” แม้ว่า The Green Mile 1999 จะเป็นภาพยนตร์ที่มีความยาวแต่มัน เป็นภาพยนตร์ที่สร้างความรู้สึกที่น่าดึงดูดและมีพลังทางอารมณ์ ” อีกทั้งMetacritic หรือริดิค เว็บไซต์ที่รวบรวมบทวิจารณ์ภาพยนตร์และสื่อต่างๆให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ 61/100 คะแนน จากความคิดเห็นจากนักวิจารณ์ทั้งหมด 36 รายการต่างให้คำวิพากษ์วิจารณ์ไปในเชิงบวก