post

รีวิว Midnight Sun

ขื่อหนัง : Midnight Sun
ขื่อไทย : หลบตะวัน ฉันรักเธอ
แนว : โรแมนติก/ภาพยนตร์ชีวิต
นักแสดงนำ : เบลล่า ธอร์น
แพทริก ชวาร์เซเน็กเกอร์
ร็อบ ริกเกิล
ควินน์ เชพพาร์ด

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจากภาพยนตร์ญี่ปุ่นในปี 2006 ในชื่อเดียวกันว่า Taiyō no Uta (ภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งก็เป็นหนังรักโรแมนติกที่ออกฉายในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2006 ผลงานการกำกับของ โนริฮิโระ โคอิซึมิ เจ้าของผลงาน Wrestling with a Memory, Flowers และ Chihayafuru เขียนบทโดย บันโดะ เคนจิ ที่อยู่เบื้องหลังหนังรักญี่ปุ่นหลายเรื่อง อาทิ I Give My First Love to You, Heavenly Forest รวมถึง Kids

โดยในเวอรชั่นนี้จะพูดถึง เคที ไพรซ์ (เบลลา โทรน) อายุ 17 ปี เด็กสาวผู้เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติ เธอไม่สามารถที่จะสู้กับแสงอาทิตย์ได้ ยามค่ำคืนจึงเป็นเวลาเดียวที่เธอจะสามารถออกจากบ้านได้ ดังนั้นเธอจึงต้องนอนหลับในช่วงเวลากลางวัน ก่อนจะตื่นในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่เธอจะออกไปเล่นกีตาร์ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เมื่อเธอได้พบกับ ชาร์ลี (แพททริค ชวาร์ซเนคเกอร์) เธอไม่ได้บอกถึงข้อจำกัดของตัวเองในตอนแรก เพราะเธอกลัวว่าจะทำให้เขาจากไป แต่สุดท้ายเมื่อพวกเขาทั้งคู่ไปออกเดทกันในคืนหนึ่ง ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งเธอรีบวิ่งกลับบ้านให้ทันเท่าที่จะทำได้ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น ชาร์ลีเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่เคทียังคงกลัวที่จะบอกเขาถึงความลับของเธอ

ถ้าพูดถึงตัวอย่างหนังนั้นหลายคนอาจดูแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหนังเรื่องนี้คงดำเนินตามสูตรหนังรักวัยรุ่นทั่วไป โดยมีสูตรสำเร็จของหนังวัยรุ่นเดิมๆอย่างเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวความรักของสองคน ครอบครัว รวมไปถึงเหตการณ์ต่างๆที่น่าจะพอเดาได้จากแต่ละฉาก แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกชอบมากที่สุดคือ หนังเรื่องนี้ใช้ความ “ธรรมดา” และความ “ธรรมชาติ” มาถ่ายทอดให้เราได้ดูกัน หนังจะไม่ค่อยยืดเยื้อสักเท่าไหร่ แต่ละฉาก สามารถเข้าถึงได้ง่ายมาก และที่สำคัญหนังเรื่องนี้มีเพลงเพราะๆให้ได้ฟังกันอีกด้วยนะ

แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้อาจเป็นหนังรักทั่วไปที่หลายๆคนเคยๆดูมาไม่ว่าจะกี่เรื่องต่อกี่เรื่อง หากแต่ว่าหนังใส่เรื่องราวของตัวละครฝ่ายนำหญิงเข้าไปคือ เคที่ ที่ต้องเป็นผู้หญิงที่มีความผิดปกติโดยเธอป่วยเป็นโรคที่เธอนั้นไม่สามารถถูกหรือโดนแสงอาทิตย์ได้ ดังนั้นเธอจึงอยู่แต่ในบ้านในตอนกลางวัน และตื่นตอนกลางคืน จึ่งทำให้เธอไม่สามารถมีชีวิตแบบคนปกติได้ ถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดขึ้นมาในใจว่า นี่มันก็เป็นอีกสูตรหนึ่งของหนังที่หลายๆคนก็อาจจะเห็นมาหลายต่อหลายเรื่องอีกแหละ เช่น Penelope, Beastly หรือแม้กระทั่ง  The Fault in Our Stars ซึ่งถ้าจะพูดแบบนี้มันก็ถูกต้อง

แต่หนังเรื่องนี้ค่อนข้างต่างจากหนังเหล่านั้นเล็กน้อย ตรงที่ในหนังนั้นทุกอย่างค่อนข้างจะดูเป็นธรรมชาติ เหมือนกับว่ามันเกิดขึ้นได้กับเราๆ คือรู้สึกเหมือนว่ามันเหมือนเอาชีวิตคนมาให้ดูก็ว่าได้ ไม่มีโอเวอร์ ไม่มีอำอาจวิเศาใดๆ  มีแค่ความรู้สึกของพระนางที่เล่นได้เข้ากีนดี และมันคือความรู้สึกอินกับหนังล้วนๆ และที่เห็นเด่นชัดเลย หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่เน้นเรื่องความรุนแรงเลยแม้แต่น้อย ถ้าจะพูดตามภาษาของเราๆก็อาจพูดได้ว่าตลอดทั้งเรื่องนั้นเหมือนหนังโลกสวยที่อยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์

มันสัมผัสได้ถึงความรักของหลายๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเคทีกับพ่อของเธอเองที่ เหมือนกับว่าเธอโชคดีมากที่มีพ่อที่แสนดีและเข้าใจเธอมาตลอด โดยในเรื่องก็มีฉากฮาๆเรียกเสียงหัวเราะได้อยู่หลายฉากเหมือนกัน เลยทำให้หนังไม่หวานจนเกินไป พ่อของเธอคือคนที่คอยเอาใจใส่เธอทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นครูให้ จะคอยเอาของขวัญมาให้ตอนเรียนจบ หรือแม้กระทั่งคอยดูแลเธอตลอดจนตัวเองที่ (น่าจะเป็นช่างภาพ) ต้องทิ้งทุกอย่างมาดูแลเธอ ซึ่งตรงนี้ก็ชอบมากๆเลย

และอีกฝ่ายคือเคที่กับชาร์ลี แน่นอนว่ากว่าเธอจะได้เจอและสมหวังกับชาร์ลีนั้นก็มาจากการที่เธอได้เจอกันที่สถานีรถไปตอนที่เธอไปยืนดีดกีตาร์ร้องเพลงนั่นเอง เธอได้พบและได้พูดคุยกับ ชาร์ลี ชายหนุ่มที่เธอมองจากหน้าต่างบ้านทุกวันตั้งแต่อายุ 11 ขวบ เป็นครั้งแรก ฮ่าๆๆ มีหลายฉากเหมือนกันที่เรียกเสียงหัวเราะออกมาได้จากการกระทำของเธอ

เคที่และชาร์ลีเดทกัน โดยที่เธอเองไม่ได้บอกความลับให้กับชาร์ลีได้รู้เรื่องที่ว่าเธอป่วย จนกระทั้งวันนึงความลับก็แตกจนทำให้เคที่เองคิดว่าชาร์ลีจะเสียเวลาเปล่า ตรงนี้หนังก็ใช้เวลาไม่มากที่จะปรับความสัมพันธุ์ของสองตัวละคร เลยทำให้รู้สึกว่ามันกระชับดี แต่หนังมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย โดยส่วนตัวแล้วในส่วนของข้อเสียคือเราว่าหนังค่อนข้างมีบทที่เบาไปหน่อยในบางฉาก หรือการกระทำบางอย่างมันก็ยังดูขัดๆนิดๆ  และสุดท้ายหนังก็ดำเนินมาถึงจุดจบ ซึ่งแน่นอนถ้าหากว่าใครดูเวอร์ชั่นต้นฉบับมาก็น่าจะรู้ว่าจะต้องจบยังไง

post

รีวิว Anna

ขื่อหนัง : Anna
ขื่อไทย : แอนนา สวยสะบัดสังหาร
แนว : แอคชั่น/กระตุกขวัญ
นักแสดงนำ : ซาชา ลุสส์
ลุค อีแวนส์
เฮเลน เมียร์เรน
เลรา อโบวา

หลังจากสร้างภาพยนตร์แอคชั่นพลังหญิงที่ทำเอาแฟนๆ ชื่นชอบสุดๆ ใน Lucy (2014) ผู้กำกับ ลุค เบซง (Luc Besson) ก็กลับมาปั้นเรื่องราวของสาวสวยอีกครั้งใน Anna สวยสะบัดสังหาร แต่คราวนี้มาในธีมของสายลับสาวในยุค 80 โดยได้นางแบบสาว ซาชา ลุสส์ (Sasha Luss) ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วใน Valerian and the City of a Thousand Planets (2017) มาขึ้นแท่นเป็นนางเอกนักบู๊คนล่าสุด

Anna สวยสะบัดสังหาร ว่าด้วยเรื่องราวของ แอนนา โพเลียโทวา สาวสวยชาวรัสเซีย หลังจากถูกค้นพบโดยแมวมองนางแบบ เธอก้าวขึ้นมาเป็นนางแบบแถวหน้าและเป็นแฟชั่นไอคอนระดับโลก แต่แอนนามีด้านที่ซ่อนไว้มากกว่าที่คนทั่วไปได้เห็น ภายใต้ความงามไร้ที่ติของเธอนั้นคือ การใช้ชีวิตอยู่ในโลกของโคตรนักฆ่าสุดอันตรายที่ก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียวมันหมายถึงชีวิต

แน่นอนว่า Anna ก็ยังคงตามสูตรหนังสายลับที่มีทั้งเรื่องของงานแอคชั่นอันเป็นจุดขาย รวมไปถึงการหักเหลี่ยมเฉือนคม ต่างฝ่ายก็ต่างกุมความลับของกันและกัน โดยสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของหนังก็หนีไม่พ้นนางเอกของเรื่อง ซึ่งเธอสามารถถ่ายทอดบทบาทของสายลับสาวที่ใฝ่หาอิสรภาพออกมาได้ดีทีเดียว ในส่วนของงานบู๊แอคชั่นแม้จะดูไม่ค่อยกระฉับกระเฉงแต่ก็ยังคงมีความสวยงาม เฟียสสุดๆ สุดกับเป็นนางแบบ แถมเผยให้เห็นลีลาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เรียกว่าฟาดไม่ยั้งเลยทีเดียว

อีกหนึ่งส่วนที่ชอบมากๆ คือมีการหักมุมหลายชั้นทำเอาคนดูอย่างเราคาดไม่ถึง และเคลียร์ปมได้ทุกประเด็น ในส่วนนี้ถือเป็นจุดที่ทำออกมาได้สนุกมากๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางฉากบางตอนหรือบางมุกอาจจะติดเชยๆ ไปบ้าง นอกจากนั้นหนังยังได้นักแสดงเบอร์ใหญ่มามีส่วนช่วยให้หนังมีสีสันและมีส่วนสำคัญมาก ทั้งรุ่นใหญ่ เฮเลน มิร์เรน (Helen Mirren), ลุค อีแวนส์ (Luke Evans) และ คิลเลียน เมอร์ฟีย์ (Cillian Murphy)

อีกหนึ่งประเด็นที่หนังทุกเรื่องในยุคนี้พยายามสื่อให้เห็นคือ ความหลากหลายทางเพศ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครของ แอนนา และเพื่อนสาวนางแบบที่เธอมีความน่ารักมากๆ เมื่อเห็นจุดจบของทั้งคู่แทบใจสลายเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม แม้หนังจะทำให้ส่วนของงานบู๊แอคชั่นออกมาได้ดี แต่ดูๆ ไปแล้วยังไม่สามารถเทียบภาพยนตร์แอคชั่นพลังหญิงที่ผ่านๆ มาของผู้กำกับได้

post

รีวิว Hellboy

ขื่อหนัง : Hellboy
ขื่อไทย : เฮลล์บอย
แนว : แอคชั่น/ภาพยนตร์แนวแฟนตาซี
นักแสดงนำ : เดวิด ฮาร์เบอร์ 
มิลลา โยโววิช
เอียน เอ็มซีเชน 
แดเนียล แด คิม

การเปรียบเทียบระหว่าง Hellboy เวอร์ชั่นล่าสุดกับเวอร์ชั่นของผู้กำกับกิลโยโม่ เดลโตโร่นั้น อาจจะเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ค่อยยุติธรรมสักเท่าไหร่ เมื่อมองย้อนกลับไปในแง่จุดประสงค์ของการสร้าง เมื่อหนังในเวอร์ชั่นของผู้กำกับนีล มาร์แชล ต้องการจะทำให้เฮลล์บอยในเวอร์ชั่นของเขามีความดิบ เถื่อน เลือดสาด คล้ายกับงานคอมมิกส์ต้นฉบับ แน่นอนการเลือกเส้นทางนี้สุ่มเสี่ยงตั้งแต่จะทำให้ “กลุ่มผู้ชม” ถูกจำกัดในปริมาณน้อยลง แต่ด้วยเทรนด์การตลาดที่เชื่อกันว่า หนังซูเปอร์ฮีโร่เรท R นั้นตลาดได้เปิดใจที่จะยอมรับมากขึ้น

กิดอะไรขึ้นทำไมการตัดสินใจจึงผิดพลาด ความตั้งใจในการทำเฮลล์บอยเวอร์ชั่นนี้ ให้เป็นหนังตลกร้าย มีสไตล์ของหนังเกรดบีทุนต่ำ แต่ปัญหาของมันอยู่ที่ว่า เมื่องานโปรดักชั่นที่ทำออกมานั้นมันกลับทำให้หนังดู “ไม่แพง” ยกตัวอย่างงานแต่งหน้าเทคนิคพิเศษของตัวเอกอย่างเฮลล์บอยเองที่ทำออกมาคล้ายคลึงกับหน้ากากยางราคาถูก ยิ่งทำให้ความเท่และน่าเกรงขามของตัวละครนี้ลดน้อยถอยลงไป และส่งผลทำให้ตัวละครในเวอร์ชั่นนี้นอกจากจะไม่น่าจดจำแล้วยังดูไม่เป็นที่รักของคนดูเข้าไปอีก

สิ่งที่น่าปวดขมับมากกว่างานดีไซน์ภาพลักษณ์ของหนัง คือบทภาพยนตร์ที่ค่อนข้างเขียนมาเพื่อ “เอาใจแฟนคอมมิกส์” หนักจนเกินไป รายละเอียดยุบยับไม่ว่าจะเป็นบรรดาสัตว์ประหลาดในจักรวาลเฮลล์บอย ปูมหลังของตัวเอก ไปจนถึงข้อมูลมากมายที่หนังเรื่องนี้พยายามจะทำให้หนังกลายเป็นการเปิดจักรวาลของตัวเอง แต่นีล มาร์แชลผู้กำกับคงลืมนึกไปว่า การจะทำให้คนดูทั่วไปหลงรักหนังสักเรื่องนั้น ไม่ใช่แค่เฉพาะคนอ่านคอมมิกส์เท่านั้น แต่ตาสีตาสา คนดูหนังธรรมดาสามัญที่ไม่เคยรู้จักกระทั่งตัวละครที่ชื่อเฮลล์บอยมาก่อน ก็ควรได้รับอรรถรสและโอกาสในการทำความเข้าใจตัวหนังก่อน ที่จะข้ามขั้นไปถึงการใส่รายละเอียดอันมากมาย (แต่น่าเบื่อเหลือทนในการทำความเข้าใจ) และไม่ได้มีประโยชน์ในแง่การขับเคลื่อนเรื่องราวให้เคลื่อนต่อไปข้างหน้า

ย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังทำให้เรารู้สึก “สนุก” ไปกับหนัง Hellboy ในเวอร์ชั่นนี้ก็คือการแสดงของ “มิลล่า โจโววิช” ที่มีลักษณะของการแสดงแบบโอเวอร์แอ็คติ้ง ซึ่งเธอรู้ตัวดีด้วยซ้ำว่าเธอกำลังเล่นใหญ่ให้กลายเป็นตัวร้ายโง่ๆกะโหลกกะลา ซึ่งมันก็สอดรับกับบทบาทของเธอซึ่งบทราชินีเลือด นิมเว นั้นคือตัวละครที่มีช่วงชีวิตอยู่ในสมัยยุคกลาง (ยุคอัศวินคิง อาเธอร์) ดังนั้นระบบความคิดที่ต้องการจะเป็นใหญ่ ความต้องการจะเปลี่ยนโลกมนุษย์ให้กลายเป็นนรกนั้น คือแนวคิดเชิงการรุกรานและการนำอารยธรรมของตัวเองเข้าไปปกครอง ดังนั้นการที่ราชินีนิมเวฟื้นคืนชีพขึ้นมาในยุคปัจจุบัน เธอจึงกลายเป็นตัวละครหลงยุคที่น่าสนใจ

อย่างไรก็ตามมองในแง่ภาพรวม ยังไงก็ตาม Hellboy ในเวอร์ชั่นนี้ก็คือความน่าผิดหวังประการใหญ่สำหรับความพยายามในการหยิบหนังฮีโร่นอกจากค่าย DC และ Marvel เอามาขึ้นจอใหญ่อีกครั้ง เพราะบางทีเราก็แอบตั้งความหวังไว้ว่าบางทีเราก็อยากดูหนังฮีโร่ (หรือแอนตี้ฮีโร่) ที่มีอะไรฉีกกรอบเดิมๆบ้าง

post

รีวิว Along With The Gods The Last 49 Days 2

ขื่อหนัง : Along With The Gods The Last 49 Days 2
ขื่อไทย : ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า 2
แนว : ภาพยนตร์แนวแฟนตาซี/แอคชั่น
นักแสดงนำ : จู จีฮุน
ฮาจองอู
คิม ฮยัง-กี
มา ดง ซอก
คิมดงวุค

เหตุการณ์ต่อเนื่องหลัง 3 เทพผู้พิทักษ์ คังลิม (ฮาจุงวู) เฮวอนเมก (จูจีฮุน) ดัคชุน (คิมฮยางกี) ตัดสินใจเดิมพันโอกาสเกิดใหม่ด้วยการพา คิมซูฮง (คิมดองวุก) วิญญาณอาฆาต (น้องชายคิมจาฮง ที่ได้ไปเกิดแล้ว) ฝ่าการพิพากษาของศาลนรกชั้นต่างๆเพื่อการเกิดใหม่ โดยทางราชันย์ยอมรา (อีจุงแจ) ยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมให้สามเทพผู้พิทักษ์ ไปนำดวงวิญญานคนชราที่มีชีวิตเลยกำหนดเวลามาสู่การตัดสิน แต่นอกจากการมีหลานชายตัวน้อยที่ยังไม่พร้อมเผชิญโลกเพียงลำพังของดวงวิญญาที่สร้างความหนักใจแล้ว ยังมีเทพประจำตระกูล (มา ดงซอก)ที่ไม่ยอมปล่อยดวงวิญญาณ และยังเป็นผู้กุมความลับตอนเป็นมนุษย์ของ 3 เทพผู้พิทักษ์ที่อาจพลิกผันชะตาชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

ตัวหนังนั้นมีความเข้มข้นในทางเนื้อเรื่องพอสมควร เนื่องจากสามเทพผู้พิทักษ์จะต้องทำภารกิจตามข้อเสนอที่ได้จากราชันราชันย์ยอมรา แล้วก็ต้องพิสูจน์ว่าดวงวิญญาณของ คิมซูฮง นั้นได้เป็นวิญญาณคนดีเพื่อให้ศาลตัดสินคดีแล้วจะได้เกิดใหม่ รวมไปถึงภารกิจในครั้งนี้ยังเป็นการเดิมพันเพื่อให้พวกเขาเองนั้นสามารถได้ไปเกิดใหม่อีกด้วย

ในส่วนของพาร์ทดราม่านั้นยังคงจัดหนักจัดเต็มอีกตามเคย ทั้งซาวด์ประกอบที่คอยบิวท์อารมณ์คนดู บางฉากก็ถือได้ว่าเรียกน้ำตากันเยอะเลยทีเดียว แต่ถึงจะใส่มาเต็มที่ยังไงก็ยังไม่สามารถเข้าไปจนสุดทางได้มากเท่าภาคแรกเท่าไหร่ พลอตเรื่องที่ปูไปสู่ความดราม่าจะเน้นไปที่เทพผู้พิทักษ์ทั้งสามซะมากกว่า แต่ก็ยังไม่ทิ้งความดราม่าที่เป็นเรื่องราวของดวงวิญญาณ คิมซูฮง ที่เป็นภารกิจของพวกเขา ตรงส่วนนี้เลยทำให้ภาคนี้ยังดูอ่อนกว่าภาคแรกไม่มากก็น้อย

หนังยังคงแฝงด้วยปรัชญาคมๆ ให้คนดูที่ดูแล้วได้กลับมาคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบาปต่างๆ ที่คนเราต้องเจอรวมถึงการใช้ชีวิตของคนในสมัยนี้หรือสมัยก่อนว่าแท้จริงแล้วกาลเวลาเปลี่ยนไปแค่ไหนมันมีอะไรเปลี่ยนไปกับคนหรือไม่ ธาตุแท้ของคนเราจะเป็นอย่างไรเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ต่างๆที่บังคับให้เราเป็นคนแบบในสถานการณ์นั้นๆ ซึ่งหนังสะท้อนตรงนี้ออกมาขนาดที่เรียกได้ว่า นี่แหละคือแก่นหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้

ในหลายๆฉากหลายๆตอน โดยเฉพาะตอนต้นเรื่องจนไปถึงกลางเรื่องนั้นหนังค่อนข้างใช้การสลับเหตการณ์ไปมาๆ ระหว่างโลกมนุษย์กับในนรก คือตัดไปๆมาๆเหมือนภาคแรกแต่เป็นการตัดสลับไปๆมาๆในแบบที่ค่อนข้างตัดโทนหนังกันพอสมควร หนังเปลี่ยนอารมณ์เร็วจนทำให้หนังนั้นไปไม่ค่อยสุดในหลายๆฉากหลายๆตอน ในขณะที่ภาคแรกนั้นการตัดสลับไปมาจะคงโทนของเหตุการณ์ที่คล้ายกันและไปในทิศทางเดียวกันทำให้ภาคแรกหนังดูลื่นไหลและน่าลุ้นกว่า

ส่วนที่ไม่ค่อยชอบคือ หนังมีการเล่าเรื่องหลายเรื่องราวจากเทพผู้พิทักษ์ทั้งสามคนโดยมีหลายเหตการณ์ที่เล่าขนานกันไปทั้งจากในโลกมนุษย์ ในขุมนรก เรื่องราวจากอดีตของเทพผู้พิทักษ์ทั้งสามคน ตรงนี้แหละที่ทำให้แย่งความโดดเด่นกันพอสมควร อีกทั้งยังทำให้ไม่สามารถโฟกัสได้อย่างเต็มที่ว่าควรจะโฟกัสตรงใหนดี ตรงไหนคือเส่นเรื่องหลักของหนังกันแน่ และบางเรื่องราวของบางตัวละครก็เปลี่ยนโทนหนังแบบไม่เข้ากันเลย

สุดท้ายหนังจบด้วยการคลายปมทุกอย่างทุกตัวละครที่มาประจบเข้ากันได้อย่างลงตัว (และลงตัวเข้าไปอีก ต้องอยู่ดู Mid Credits ด้วยนะ) ทั้งกับฝ่ายเทพผู้พิทักษ์ทั้งสามคนว่ามีต้นกำเนิดและที่มาเป็นอย่างไร พวกเขาตายอย่างไร แล้วมาเจอกันได้อย่างไร รวมไปถึงยังได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่เป็นอยู่ของราชันย์ ยอมรา ราชันแห่งนรก ว่าทำไมเขาต้องยื่นข้อเสนอต่างๆให้คังลิม และทำไมคังลิมถึงเป็นเทพผู้พิทักษ์คนเดียวที่สามารถจำเรื่องราวในอดีตชาติได้

หนังยังคงความเข้มข้นของเรื่องราวไว้เป็นอย่างดี การปูเรื่องของตัวละครเทพผู้พิทักษ์ทั้งสามจากภาคแรกนั้น ในภาคนี้จะถูกเฉลย โดยที่หนังค่อยๆคลายปมไปทีละนิดๆ พร้อมกับเล่าเรื่องหลายๆเรื่องราวไปพร้อมๆกันจนตอนจบของหนังที่ทุกๆเรื่องราวนั้นเดินทางมาบรรจบกันได้อย่างลงตัว แม้กระทั่งจุดพีคของหนังก็ยังบิวท์อารมณ์ให้สามารรู้สึกตามได้ ให้ดราม่าน้ำตาไหลได้พอสมควร แต่ก็ยังมีหลายๆเรื่องที่ยังไม่สามารถสู้ภาคแรกได้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องราวหลายๆเรื่องขนานและสลับไปมาที่ค่อนข้างเปลี่ยนอารมณ์เร็วเกินไป ทำให้บางสถานการณ์นั้นหนังไปไม่สุดทางเท่าที่ควร ฉากดราม่าก็ไม่สามารถเรียกน้ำตาได้เท่าภาคแรก (แต่ก็พอทำได้) หนังยังขาดจุดเด่นของเส้นเรื่องที่แน่ชัด แต่ถ้าดูโดยรวมๆแล้วก็ถือว่าหนังทำได้ค่อนข้างดีและเก็บรายละเอียดได้ไม่แพ้ภาคแรกเลย ตัวละครที่ไม่ค่อยมีบทบาทในภาคแรกก็มีบทบบาทมากขึ้นในภาคนี้ มีการสร้างอารมณ์ขันได้บางเรื่องบางฉากทไห้หนังไม่เครียดจนเกิดไป การแสดงของนักแสดงก็ไร้ที่ติ รวมถึงซาวด์ประกอบที่ยังคงแอลังการเช่นเดิม

post

รีวิว Along with the Gods

ขื่อหนัง : Along with the Gods
ขื่อไทย : ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า 
แนว : แอคชั่น/ภาพยนตร์แนวแฟนตาซี
นักแสดงนำ : ฮาจองอู
จู จีฮุน
ชา แท-ฮย็อน
คิม ฮยัง-กี

หนังเกาหลีใต้สร้างปรากฏการณ์สด ๆ ร้อน ๆ ในปลายปีนี้ หนังใช้ทุนสร้างมหาศาล 35 ล้านเหรียญ (สำหรับเกาหลีนี่เยอะมากแล้วนะ) ได้นายทุนจากจีนมาลงขันด้วย หนังเข้าฉายไป 5 วัน เรียกผู้ชมได้มากถึง 4.75 ล้านคน ได้ทุนคืนไปเรียบร้อยแล้ว ทำไมถึงหนังถึงได้สร้างกระแสในประเทศได้ขนาดนี้ อย่างแรกเพราะหนังสร้างจากการ์ตูนออนไลน์ชื่อดัง Singwa hamgge ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2010 และพรั่งพร้อมด้วยดาราแถวหน้าของเกาหลีใต้ ฮาจุงวู , ชาแตฮุน , ลีจุงเจ และที่เรียกสาว ๆ ได้มากคือ โดคยุงซู จากวงบอยแบนด์ EXO-K ที่หันมาเล่นหนังหลายเรื่องล่ะ

การ์ตูนต้นฉบับแบ่งเป็น 3 ตอน Afterlife Life และ Myth ในเรื่องนี้หยิบตอน Afterlife มาสร้าง ซึ่งทางผู้สร้างก็มั่นอกมั่นใจนักหนาว่าหนังจะต้องฮิตถึงกับลงทุนสร้าง 2 ภาคต่อกันไปเลย Along With the Gods: The Two Worlds ออกฉายในเดือนธันวาคม 2017 และภาคต่อ Along With the Gods: The Last 49 Days จะออกฉายในช่วงฤดูร้อนปีหน้า ในภาคนี้เล่าเรื่องของ คิมจาฮอง บทของ ชาแตฮุน ที่ทำหน้าแบบจะร้องไห้หน้าเดียวทั้งเรื่อง เขาเป็นตำรวจดับเพลิงที่เปิดเรื่องมาก็ตายเลย แต่เป็นการตายที่พลีชีพด้วยการช่วยชีวิตเด็กหญิงไว้ได้ วิญญาณของเขาจึงได้รับการสรรเสริญเป็นวิญญาณคนดีมียมฑูตมาต้อนรับไปปรโลก ตามระเบียบของปรโลกในเรื่องนี้ วิญญาณคนดีจะต้องผ่านขั้นตอนขึ้นศาลไต่สวนถึง 7 ศาล แต่ละศาลจะมีเทพเจ้าประจำศาลพิจารณาถึงบาปกรรมแต่ละอย่างที่เคยก่อมาตลอดชีวิต มีศาลว่าด้วยความเกียจคร้าน , โกหก , อกตัญญู อะไรอีกจำไม่ได้แล้ว ระหว่างอยู่ในศาลจะมีอัยการประจำปรโลก 2 นาย คอยหยิบบาปกรรมในอดีตมาฟ้องร้อง และยมฑูตทั้ง 3 จะทำหน้าที่ทนายแก้ต่างให้คิมจาฮอง ถ้าเขาพ้นผิดทั้ง 7 ศาลก็ได้ไปเกิดใหม่ทันที และเป็นความดีความชอบของยมฑูตทั้ง 3 เช่นกัน

เป็นพลอตที่น่าสนุกมากครับ สมควรล่ะ ที่ผู้สร้างมั่นใจเทงบให้สร้าง 2 ภาคเลย ตัวหนังอัดแน่นไปด้วยสาระและบันเทิง แต่ละศาลอัยการจะขุดความผิดของคิมจาฮองขึ้นมาเป็นภาพกระทำในอดีต ที่มองตามเหตุแล้วน่าจะเป็นผิดบาปจริงของเขา แต่ทุกการกระทำก็ได้ทนายยมฑูตเปิดเผยเหตุและผลในการกระทำ พลิกมุมมองอีกด้านให้เห็นถึงความจำเป็นและเข้าใจได้ถึงการกระทำนั้น ๆ เป็นไอเดียการนำเสนอที่ได้แง่คิดน่าสนใจ แต่เมื่อผ่านไปได้ 3 ศาล เส้นทางเรื่องก็เริ่มเบนออกทิศทางใหม่เพิ่มฉากแอ็คชั่นเข้ามาเมื่อปีศาจร้ายจำนวนมากไล่ตามคิมจาฮอง เปิดโอกาสให้กังริม และ วอนมัค ได้ควงดาบโชว์ฟอร์มเท่ ๆ ในการต่อสู้ , กังริมหัวหน้ายมฑูตบอกว่าการที่มีปีศาจไล่ตามคิมจาฮองเพราะมีคนในครอบครัวเขากลายเป็นวิญญาณอาฆาต กังริม จึงเดินทางไปยังโลกมนุษย์เพื่อสืบหาว่าใครคือวิญญาณอาฆาต ในขณะที่ยมฑูตที่เหลือก็พาคิมจาฮองขึ้นศาลต่อไป

ด้วยเนื้อหาของหนังที่เกี่ยวกับความตาย วิญญาณต้องถูกพิจารณาคดีในนรกโลกันต์ และเป็นวิญญาณที่ยังมีห่วงภาระทั้งแม่และน้อง ซึ่งนับว่าเป็นเนื้อหาที่หดหู่หม่นหมองมาก แต่ผู้กำกับคิมยองฮวาเลือกที่จะไม่ให้หนังออกไปทางซีเรียสก็เลยใส่มุกเบี้ยใบ้รายทางมาทั้งเรื่อง ชาแตฮุนที่ติดภาพลักษณ์ของนายเจี๋ยมเจี้ยมมาตลอดแต่เรื่องนี้บทของเขาอมทุกข์สุด ๆ หน้าที่ชงมุกก็เลยตกเป็นของ จูจิฮุน ในบทยมฑูตเฮวอนมัก และบรรดาตัวประกอบทั้งเทพเจ้าประจำศาลและอัยการก็กลายเป็นตัวตลกกันหมดสิ้น หนังก็เลยออกมาเป็นต้มยำที่ตอบไม่ได้ว่ารสชาติใดเด่นทั้งหนังว่าความขึ้นโรงขึ้นศาล แอ็คชั่น คอมมีดี้ และลงท้ายด้วยการบิลต์ฉากดราม่าแบบเอาจริงเอาจังทั้งตัวละครที่น้ำตาท่วมจอ ทั้งดนตรีที่เล่นใหญ่กะเอาตาย ซึ่งก็ได้ผลพอสมควรกับกลุ่มคนดูบ่อน้ำตาตื้น หนังยาวนานถึง 139 นาที รู้สึกได้ชัดว่ายาวเกินไป ช่วงกลางเรื่องก็ชวนหาวได้เหมือนกัน ตอนที่หนังเบนทิศทางไปเล่าเรื่องราวของ คิมซูฮง น้องชายของคิมจาฮงในค่ายทหาร กินเวลาไปมากและไม่ได้ส่งผลกับทิศทางหลักของเรื่องนัก แต่ดูเหมือนจะเป็นการปูทางไปเชื่อมกับเรื่องราวในภาคต่อ

มองเห็นได้ว่าทุนสร้าง 35 ล้านเหรียญน่าจะหมดไปกับงานทำภาพซีจี เพราะค่อนเรื่องของหนังเกิดในปรโลก จำเป็นต้องใช้ภาพซีจีสร้างขึ้นมาล้วน ๆ งานซีจีเป็นผลงานบริษัททำซีจีของเกาหลีใต้เอง และด้วยงบประมาณที่น่าจะจำกัดด้วยส่วนหนึ่งและประสิทธิภาพของซีจีในระดับเอเซียด้วยส่วนหนึ่ง ถ้าไปเทียบกับงานซีจีฮอลลีวู้ดก็ฟ้ากะเหวล่ะ ถ้าเป็นหนังที่มีซีจีโผล่มาเป็นน้ำจิ้มสักแว้บสองแว้บก็พอจะโอเคหรอกแต่นี่คือหนังแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยภาพซีจีแต่ขาดความเนียนทั้งเรื่องก็กลายเป็นแผลใหญ่ที่เลี่ยงไม่ได้ บวกกับงานกำกับศิลป์ที่อ่อนมาก เมื่อซีจีไม่ได้เป็นจุดแข็งแล้ว แต่ถ้าได้งานกำกับศิลป์ที่เก่งก็น่าจะมาช่วยกู้งานภาพให้ออกมาน่าสนใจได้ ผลก็เลยได้ภาพนรกที่ดูสว่างสดใส ศาลปรโลกก็ดูซอมซ่อไร้ซึ่งความน่ากลัว บรรดาเทพเจ้าแต่ละศาลก็ออกมาเหมือนตัวตลกไม่ได้ดูน่าเกรงขามสมกับเป็นเทพเจ้าผู้ทำหน้าที่ตุลาการเลยสักนิด ถ้านึกไม่ออกว่างานกำกับศิลป์แฟนตาซีที่ดูลึกลับน่ากลัวเป็นอย่างไร ให้นึกถึง The Cell หนังปี 2000 ของทาร์เซ็ม ซิงก์ครับ เป็นหนังฮอลลีวู้ดที่ใช้ทุนสร้างน้อยกว่าเรื่องนี้อีก

post

รีวิว Vivarium

ขื่อหนัง : Vivarium
ขื่อไทย : หมู่บ้านวิวา(ห์)เรียม
แนว : ภาพยนตร์ลึกลับ/บันเทิงคดีวิทยาศาสตร์
นักแสดงนำ : อิโมเจน พูทส์
โจนาธาน เอรีส
เจสซี ไอเซนเบิร์ก
เซนาน เจนนิงส์

แม้ว่าหน้าหนังจะถูกขายมาในสไตล์สยองขวัญ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว Vivarium เป็นหนังที่หลากหลายอารมณ์ แฟนตาซี ไซไฟ ที่ดำเนินเรื่องราวไปบนบรรยากาศลึกลับเต็มไปด้วยปริศนา จะว่าไปอารมณ์สยองขวัญนั้นแทรกอยู่น้อยมากด้วย เป็นหนังที่เน้นขายวิสัยทัศน์ของ ลอร์แคน ฟินนิแกน ผู้กำกับชาวไอร์แลนด์ ที่ถนัดมากกับหนังแนวแฟนตาซี-ลึกลับ อะไรแบบนี้

Vivarium เป็นหนังยาวเรื่องที่ 2 ของลอร์แคน ฟินนิแกน ต่อจาก Without Name ในปี 2016 ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาทำหนังสั้นมาแล้วถึง 7 เรื่อง แต่ Vivarium ก็เป็นผลงานแรกที่ผลิตโดยสตูดิโอฮอลลีวูด เข้าฉายในอเมริกาเมื่อเดือนมีนาคม ในช่วงที่โควิด-19 กำลังเริ่มแพร่ระบาดในอเมริกาพอดี ก็เลยได้ฉายแบบจำกัดโรงแล้วก็ต้องลาโรงไปก่อนกำหนด ทำให้หนังทุนสร้าง 4 ล้านเหรียญเรื่องนี้ ทำรายได้ไปแค่ 123,044 เหรียญ แม้จะผ่านการเข้าชิงรางวัล Critics Week ในเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อปี 2019 มาแล้วด้วย

เรื่องนี้ยังเป็นผลงานเขียนบทร่วมระหว่างลอร์แคน ฟินนิแกนผู้กำกับกับมือเขียนบทคู่ใจ กาเร็ต แชนลีย์ ที่เขียนบทร่วมกับมาตั้งแต่ตอนทำหนังสั้น และเป็นการหยิบหนังสั้น 16 นาที เรื่อง Foxes เมื่อปี 2011 มาขยายความให้ออกมาเป็นหนังยาว แล้วได้ 2 นักแสดงฮอลลีวูดมากฝีมือมารับบทนำ อิโมเจน พูตส์ และ เจสซี ไอเซนเบิร์ก ทั้งคู่รับบทเป็นคู่รัก เจ็มมา และ ทอม ที่กำลังอยู่ในวัยสร้างตัวทั้งคู่ใฝ่ฝันอยากมีบ้านหลังเล็ก ๆ ด้วยกัน เลยแวะเข้าไปดูสำนักงานขายโครงการบ้าน ก็โดนวาทศิลป์ของเซลส์ขายบ้านที่หว่านล้อมให้ทั้งคู่ตามไปดูบ้านจริงในโครงการซึ่งอยู่ใกล้ ๆ แล้วก็พบกับโครงการบ้านที่มีบรรยากาศสุดประหลาด บ้านทุกหลังสีเขียวทรงเดียวกันหมด แล้วก็ร้างผู้คน ขณะเดินสำรวจบ้านเซลส์ที่พามาดูบ้านก็หายสาบสูญไป ทั้งคู่พยายามขับรถออกจากโครงการแต่ไม่ว่าจะขับไปในทิศทางใด เขาก็ต้องกลับมาเจอบ้านเลขที่ 9 ที่เขาได้เข้าไปเยี่ยมชมก่อนหน้านี้เสมอ

นับว่าเป็นหนังที่ขายไอเดียของลอร์แคน ฟินนิแกนอย่างจริงจัง ซึ่งตัวผู้กำกับเองก็มีพื้นฐานมาจากอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ก็เลยสื่อออกมาในงานภาพอย่างชัดเจน ทีเด่นชัดคือสไตล์ของบ้าน และการใช้อิทธิพลของสี การสร้างสรรค์ท้องฟ้าและก้อนเมฆที่ให้ดูเหมือนในหนังการ์ตูน สื่อให้สัมผัสได้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่มิติปกติแล้ว

หนังเดินเรื่องด้วยตัวละครเพียง 3 คนหลัก คือทอม, เจ็มมา และเด็กทารกแปลกหน้าที่ทำหน้าที่หัวใจหลักของการดำเนินเรื่อง เมื่อทั้งคู่รู้ตัวว่าติดกับอยู่ในดินแดนประหลาดที่ไม่เห็นหนทางออก อยู่ดี ๆ ก็มีกล้องกระดาษมาวางหน้าบ้าน ในกล่องมีเด็กทารกเพศชายและข้อความกำกับว่า ให้เลี้ยงดูเด็กคนนี้แล้วจะปล่อยออกไปจากดินแดนประหลาดนี้ ทั้งทอมและเจ็มมาทำหน้าที่ตัวแทนคนดูที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ต้องดำเนินชีวิตไปแต่ละวัน ประทังชีวิตด้วยอาหารและเสื้อผ้าที่อยู่ดี ๆ ก็ถูกบรรจุในกล่องมาวางหน้าบ้าน สิ่งเดียวที่มีความเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาก็คือเด็กลึกลับผู้นี้ ที่นับวันจะโตเร็วขึ้นและมีพฤติกรรมประหลาด ทำให้สถานะของเด็กชายนั้นทำหน้าที่กลไกหลักในการขับเคลื่อนให้หนังเดินหน้าไปอย่างน่าสนใจ จุดนี้ก็ต้องชื่นชมทั้งทีมงานที่สร้างสรรค์บุคลิกและการแสดงออกของเด็กชายให้น่าขนลุก และเซแนน เจนนิงส์ นักแสดงเด็กที่มีผลงานการแสดงก่อนหน้าไม่มากแต่ก็ทำให้เด็กชายไร้ชื่อผู้นี้มีทั้งความน่ากลัวและน่าสงสารในคราเดียวกัน

จะว่าไปหนังที่เปิดเรื่องมาพร้อมปริศนาที่อัดแน่นแบบนี้ ล้วนน่าติดตามอยู่แล้วให้คนดูใจจดใจจ่ออยู่กับตัวหนังได้ตลอด แต่สำหรับ Vivarium นั้นดำเนินไปบนโจทย์ที่ออกจะยากสักหน่อยที่หนังมีตัวละครเพียงแค่ 3 คน แต่บทหนังก็ฉลาดในการสอดแทรกเงื่อนงำใหม่ ๆ เข้ามาอยู่หลายครั้ง ให้คนดูต้องดูไปคิดตามไปเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายหนังก็พาไปสู่จุดจบแบบปลายเปิด ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจผู้ชมส่วนใหญ่เท่าใดนัก ที่หนังไม่ได้เฉลยอะไรอย่างชัดเจน แต่ทิ้งเป็นการบ้านให้คนดูตีความกันเอาเองว่าเบื้องหลังหมู่บ้านลึกลับนี่คืออะไร บวกกับนัยยะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ผู้กำกับสอดแทรกไว้แล้วแต่ว่าใครจะตีความกันออกหรือไม่ แต่ที่ยืนยันนอนยันได้ Vivarium ไม่ใช่หนังสยองขวัญแน่ ๆ ครับ

post

รีวิว Game Night

ขื่อหนัง : Game Night
ขื่อไทย : คืนป่วน เกมส์อลเวง
แนว : ตลก/ภาพยนตร์ลึกลับ
นักแสดงนำ : ราเชล แม็กอดัมส์
เจสัน เบทแมน
ไคล์ แชนด์เลอร์
เจสซี่ พลีมอนส์

คงไม่บ่อยนัก ที่จะมีหนังคอเมดี้ กระแสหลัก ที่ทำออกมาได้ดี และสามารถมอบความบันเทิงให้คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะหนังคอเมดี้ของฝั่งอเมริกา ที่หากไม่ใช่หนังล้ออย่าง Scary Movie หรือหนังที่หยิบเรื่องใต้สะดือมาเล่นอย่าง American Pie หนังแนวนี้เรื่องอื่น ๆ ที่ถูกใจคอหนัง และนักวิจารณ์ แต่อาจไม่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ เนื่องด้วยมุกตลกที่เล่นกับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ แต่สำหรับ Game Night หนังคอเมดี้ ระทึกขวัญ ผลงานจากสองผู้กำกับ จอห์น ฟรานซิส ดาลี่ย์ และโจนาธาน โกลด์สตีน ที่้เคยสร้างเสียงหัวเราะมาแล้วจากหนัง Vacation คือหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่อง ที่สามารถใช้คำว่า ขำจนท้องแข็ง และเปี่ยมไปด้วยความบันเทิงสูตรสำเร็จ ที่เหมาะสำหรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง 

โดยหนังจะว่าด้วยเรื่องราวของ แก๊งบอร์ดเกมสุดฮา ที่นำทีมโดย แม็กซ์(เจสัน เบตแมน) และแอนนี่(ราเชล แมคอดัมส์) สองคู่รักที่แต่งงานใช้ชีวิตคู่กันมาสักพักใหญ่ ๆ แต่ทั้งคู่กำลังพบกับปัญหาที่ไม่สามารถมีลูกด้วยกันได้ หนำซ้ำยังมีเพื่อนบ้านที่เป็นตำรวจสุดเพี้ยน จนกระทั่ง บรู๊คส์(ไคล์ แชนด์เลอร์) พี่ชายสุดกวนของ แม็กซ์ ได้เดินทางกลับมาเยี่ยมพวกเขา พร้อมชวนแก๊งบอร์ดเกม ไปเล่นเกมที่บ้านของเขา ที่ตัว บรู๊คนั้นได้เตรียมเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่เอาไว้ แต่เมื่อถึงวันเล่นเกม พวกเขาทั้งหมดกลับต้องเผชิญกับเรื่องไม่คาดคิด เมื่อมีโจรได้เข้ามาจับ บรู๊คไปต่อหน้าพวกเขา ทำให้แก๊งบอร์ดเกม ต้องช่วยเหลือกันเพื่อตามหา และช่วยชีวิต บรู๊คจากกลุ่มโจรให้ได้ เรื่องวุ่น ๆ ในคืนอลเวงก็ได้เริ่มขึ้่่น

หนังมาพร้อมกับความบันเทิง สูตรสำเร็จ ที่ดูง่าย และสามารถเอาคนดูได้อยู่หมัดตั้งแต่ไม่ถึง 5 นาทีแรก ซึ่งหนังใช้ช่วงเวลาองก์ 1 ของหนังได้อย่าคุ้มค่า ด้วยการเดินเรื่องที่รวดเร็ว พร้อมค่อย ๆ ทิ้งจุดที่ชวนให้คนดูฉงน สงสัย รวมทั้งแนะนำคาแรคเตอร์ของแต่ละตัวละครในเรื่องออกมาได้อย่างน่าสนใจ และชวนจดจำทุกตัว แม้ว่าเหตุการณ์หลาย ๆ ข่วง หรือบางมุกของหนังจะสามารถคาดเดาง่ายไปบ้าง แต่ด้วยการปูเรื่องที่ชวนติดตาม ทำให้หนังเรื่องนี้ดูเพลิน และไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือมุกตลกที่สามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่มได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะการเล่นมุกตลกตามสถานการณ์ที่หนังสามารถสร้างสรรค์ออกมาได้มีชั้นเชิง ด้วยการใช้คาแรคเตอร์ของแต่ละตัวละคร มาผสมผสานกับเหตุการณ์ในเรื่อง ซึ่งมุกสถานการณ์เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นส่วนที่ทั้งสร้างความฮา และช่วยดำเนินเรื่องให้เดินไปข้างหน้าด้วยเช่นกัน นอกจากตลกเพราะสถานการณ์แล้ว หนังยังแฝงไปด้วยมุกตลกที่แซะวงการฮอลีวูดอีกเพียบ ใครที่เป็นคอหนัง เชื่อว่าจะต้องประทับใจกับมุกแซะฮอลีวูดได้ไม่มากก็น้อย

นอกจากมุกตลกที่จัดเต็มตลอดทั้งเรื่องแล้ว อีกหนึ่งจุดขายของเรื่องนี้คือบทหนังที่มีการเล่นกับพลอต และถ่ายทอดแบบหนังอาชญากรรม ระทึกขวัญ ที่ชวนให้นึกถึง The Hangover ได้ไม่มากก็น้อย ด้วยบทหนังที่มีการสับขาหลอกคนดูตลอดเวลา พร้อมทั้งซ่อนเซอร์ไพรส์อีกเพียบอีกช่วงองก์ 2 – 3 ของหนัง รวมทั้งยังมีฉากแอคชั่น ฉากไล่ล่า ที่ชวนติดตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากลองเทคในช่วงท้ายของเรื่อง ที่ทำให้เราทั้งขำ และลุ้นไปการเล่นมุมกล้องที่มีชั้นเชิง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งฉากขายสำคัญของเรื่องนี้ก็ว่าได้

ด้านการแสดง ต้องขอชื่นชมเคมีระหว่าง เจสัน เบตแมน และ ราเชล แมคอดัมส์ ที่ทั้งคู่สามารถเข้าคู่กันได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการถ่ายทอดบทที่ทำให้คนดูเชื่อว่าพวกเขาเป็นคู่รักกันจริง ๆ โดยเฉพาะวิธีการรับส่งมุกของทั้งคู่ ที่หลาย ๆ ฉากสามารถสร้างเสียงหัวเราะ และความประทับใจ แบบที่ไม่ต้องเล่นโอเวอร์แอคติ้งจนเกินไป นอกจากนี้บทสมทบจอมขโมยซีนของ เจสซี่ เพิลมอนส์ ในบทตลกหน้าตาย ที่แม้จะไม่ได้มีบทเด่นมาก แต่ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวก็สามารถแย่งซีนทุกคน จนทำเอาคนดูสามารถจดจำตัวละครนี้ได้อย่างขึ้นใจ

โดยรวม Game Night  เรียกได้ว่าเป็นหนังคอเมดี้ ระทึกขวัญ สูตรสำเร็จ ที่มาพร้อมความบันเทิงทุกรูปแบบที่จัดเต็ม หนังดูง่าย และสนุกสำหรับคนที่กลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าคุณจะเป็นคอหนังแมสดูเอาสนุก หรือคอหนังคุณภาพ ที่เพียบพร้อมด้วยบทที่ดี และเนื้อหาที่น่าติดตาม ใครที่อยากหาอะไรที่คลายเครียด และช่วยจรรโลงใจในช่วงสถานการณ์แบบนี้ เรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกตัวเลขที่ควรชมเป็นอย่างยิ่ง 

post

รีวิว Blade Runner 2049

ขื่อหนัง : Blade Runner 2049
ขื่อไทย : เบลด รันเนอร์ 2049
แนว : บันเทิงคดีวิทยาศาสตร์/กระตุกขวัญ
นักแสดงนำ : แฮร์ริสัน ฟอร์ด
ไรอัน กอสลิง
อนา เดอ อาร์มัส
จาเรด เลโท

ไม่ต้องพิรี้พิไร นอนให้พอผ่านองก์แรกของหนังได้ก็พอ เพราะที่เหลือคือความสุดยอดของเรื่องราว ในขณะที่ตัวหนังทั้งเรื่องเองคืองานมาสเตอร์พีซทั้งภาพเสียงดีไซน์ ซึ่งในหลายซีนอาจยกให้เป็นนวัตกรรมใหม่ของหนังไซไฟได้เลยด้วย

เล่าความรู้สึกก่อนดูก่อนเลย เป็นคนแพ้ทางหนังของ เดนิส วิลล์เนิฟ ผู้กำกับที่รับไม้สานต่อตำนานไซไฟจาก ริดลีย์ สก็อตต์ ผู้กำกับภาคแรกเมื่อ 35 ปีก่อนมาก คือหนังของแกก่อนหน้าไม่ว่าจะมาแนวไหน ทั้งสืบสวนระทึกขวัญ ทั้งอวกาศไซไฟ ผมหลับหมดมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ ยิ่งตัวหนัง Blade Runner (1982) ฉบับดั้งเดิมก็เป็นอะไรที่เดินเรื่องนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ชวนหลับเป็นสไตล์อยู่แล้ว พอรู้ซ้ำเข้าไปว่าหนังยาว 2 ชั่วโมง 43 นาที ตรงนี้รู้ตัวเลย ไม่รอดแน่ ๆ งานนี้

แต่!! ไม่ผิดคาดเลย คือหนังยังคงรักษาเอกลักษณ์ความนิ่งงันของโลกอนาคตได้อย่างดี แต่ที่เพิ่มคือ จินตนาการใหม่ ๆ ต้องยอมรับว่าล้ำมาก พวกของไฮเทคในอนาคต ทั้งแฟนสาวโฮโลแกรมที่ชวนไปนึกถึงหนังอย่าง Her (2013) ทั้งข้างของเครื่องใช้แบบที่รู้สึกได้ว่าว้าว ทั้งฟังก์ชั่นและดีไซน์ พระเอกที่เอาคนดูอยู่ก่อนการเล่าเรื่องจะทำงานเต็มสูบตั้งแต่หนังเปิดเรื่องก็คือ งานโปรดักชั่นทั้งหลายนี่เอง

งานภาพของ โรเจอร์ ดีกินส์ ผู้เคยเข้าชิงออสการ์มาถึง 13 ครั้ง ครั้งนี้ถือว่าโอกาสคว้ารางวัลสูงมาก ๆ ทีเดียว (ไปรู้จักตัวตนของเขาได้จากบทความของเราอันนี้ครับ รู้จัก Roger Deakins ตากล้อง Blade Runner 2049 ผ่าน 13 ผลงานที่เคยชิงออสการ์) ต้องยอมรับล่ะว่า การวางเฟรมภาพ (โดยเฉพาะการออกแบบมาเพื่อโรงไอแม็กซ์) ทำให้แต่ละซีนดูน่าสนใจ มันสวย และดูเร้าดวงตาเราให้มองนู้นมองนี่ได้ตลอดเลย ซึ่งก็ต้องชมพ่วงไปถึงงานโปรดักชันอาร์ตดีไซน์ของหนังด้วย ที่วางพร็อพรวมถึงฉากต่าง ๆ ได้มีรายละเอียดโลกอนาคตแบบไซเบอร์พังก์ให้ชวนมองได้ตลอด ทั้งยังดูแปลกใหม่โดยไม่ทิ้งจักรวาลเดิมในปี 1982 จนรู้สึกว่าเป็นหนังคนละเรื่อง ตรงนี้รวมกันต้องบอกว่ามันได้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการนำเสนอโลกไซไฟอย่างมีนัยยะสำคัญมาก ๆ ครับ อยากให้ลองไปชมโดยเฉพาะฉากเลิฟซีน กับฉากการต่อสู้สุดท้ายที่หาคำบรรยายมาอวยยากครับ แต่มัน โห ว้าวจริง ๆ

อีกหนึ่งอาวุธที่ถูกนำมาใช้คือเสียงเพลง งานนี้ได้ตัวพ่ออย่าง ฮานส์ ซิมเมอร์ มาควบคุมร่วมกับ เบนจามิน วอลฟิสช์ คลื่นลูกใหม่ที่มีผลงานปีนี้ไม่ธรรมดาทั้งใน It และ Dunkirk ด้วย เพลงช่วงส่งภาพมากเหมือนกันครับ โดยเฉพาะยิ่งพวกฉากใหญ่ ๆ โชว์แลนด์สเคปโลกอนาคตยิ่งใหญ่สมจอไอแม็กซ์ที่มีองค์ประกอบแปลกใหม่ชวนตื่นตาตื่นใจ เข้าใจเลยว่าทำไมต้องพึ่งฝีมือของสองคนนี้

มาถึงส่วนหลักที่เราอยากพูดถึงมาก ๆ ในเรื่องครับ นั่นคงไม่พ้นการเล่าเรื่องนี่ล่ะ เพราะมันต้องแบกรับความยิ่งใหญ่ระดับตำนานของภาคแรกที่จะว่าไปก็ยาก เพราะคนยุคใหม่ที่เคยดูคงมีไม่มาก พวกยุคนั้นที่เคยดูแล้วลืมแล้วก็มากเช่นกัน แต่โจทย์ใหญ่พวกนี้ ก็ได้รับการแก้ไขอย่างยอดเยี่ยม เอาของเก่าอย่าง แฮร์ริสัน ฟอร์ด มาร่วมในไทม์ไลน์ของตัวละครใหม่อย่าง ไรอัน กอสลิ่ง ได้ให้ความรู้สึกแบบตอน เจ.เจ. แอบรัมส์ มาปลุก Star Trek (2009) ให้กลับมาจากความตายสู่กระแสหลักได้อีกครั้งเลย

แต่ปัญหาก็มีล่ะครับ คือช่วงแรกของหนัง เราติดตามผ่านสายตาของ เค (ไรอัน กอสลิ่ง) ตำรวจเบลดรันเนอร์ที่ได้รับภารกิจตามเก็บมนุษย์เทียมผิดกฏหมายทั้งหลาย แล้วในคดีหนึ่งทำให้เขาต้องสืบสวนลึกลงไปเจอปมปริศนาต่อ ๆ ไปราวมีคนวางไว้จนจากคดีเล็ก ลามกลายเป็นเรื่องราวใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์มนุษย์ได้เลย แต่ก่อนที่ปมปัญหาจะก่อร่างเป็นตัวได้ชัดให้เราอยากรู้คำตอบนั้น มันก็ใช้เวลาพอสมควร พูดตรง ๆ คือแอบง่วงเหมือนกัน ถึงแนะนำว่าต้องทนผ่านสักครึ่งทางไปให้ได้ครับ พอต่อติดกับปมปริศนาแล้วคราวนี้โคตรลุ้น โคตรระทึกเลย ไม่มีหลับแล้วแน่นอน

ตัวละครที่ยอมรับเลยว่าดีงามมาก ทำให้หนังทรงพลังขึ้น นอกจากตัวหลักที่แทบกราบในฝีมืออยู่แล้วทั้ง ไรอัน กอสลิ่ง กับ แฮร์ริสัน ฟอร์ด รวมถึงตัวร้ายทรงอำนาจซึ่งแสดงโดย จาเร็ด เลโต กับหุ่นสาวจอมโหดคู่กายที่แสดงโดย ซิลเวียร์ โฮคส์ ก็เป็นตัวขับขั่วตรงข้ามให้หนังตื่นเต้นดูน่าเอาใจช่วยตัวหลัก จนแอ็คชันฉากไคลแม็กส์นี่เกร็งจิกเบาะได้เลยครับ

อีกตัวละครที่เปี่ยมสีสันจนต้องขอพูดถึงเลยคือ จอย โปรแกรมแฟนสาวที่ได้ เอนา เดอ อาร์มัส  แสดง ก็มีส่วนสำคัญนอกไปจากเสน่ห์ทางรูปลักษณ์ที่ตรึงสายตาผู้ชมทุกครั้งที่ปรากฏตัวแน่แล้ว ในการชูประเด็นปรัชญาสำคัญของหนังในเรื่อง ของจริง-ของปลอม/ สิ่งที่มีอยู่จริง-ไม่มีอยู่จริง/ ความจริง-ความลวง ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตรงนี้เป็นคีย์ใหญ่ของหนังที่สืบมาจากตั้งแต่งานดั้งเดิมเลยครับ เพราะมีประเด็นมนุษย์จริงกับมนุษย์เทียมเป็นพื้นอยู่แล้ว แต่ภาคนี้ขยี้ได้สุดกว่ามาก แม้ด้านสัญญะในภาพอาจไม่ได้ฉูดฉาดเว่อวัง แต่โดยเนื้อโดยแก่นของตัวเองมันสมฐานะหนังปรัชญาไซไฟชั้นสูงจริง ๆ ครับ

สุดท้ายก็อยากฝากว่า ควรหลีกเลี่ยงสปอยล์ก่อนไปชมครับ เพราะมันพลิกได้อ้าปากหวอถึงสองสามรอบเลยทีเดียว จริง ๆ หนังก็ยังเปิดช่วงให้โต้เถียงกันได้เยอะหลังหนังจับครับ แต่ไปเก็บรายละเอียดมาเองจะเถียงกับเพื่อนสนุกกว่า 555

อีกอย่างคือถึงหนังจะดูได้เลยเพราะตัวละครใหม่ แต่ก็มีส่วนของภาคเก่าตัวละครเก่า รวมถึงช่วงเวลาที่ถูกข้ามไปแต่ปรากฏในหนังสั้นก่อนภาคใหม่มาถึง เป็นจุดสำคัญให้งง ๆ อยู่ด้วย อย่างน้อยจึงควรรู้จักตัวละครกับเรื่องภาคแรกคร่าว ๆ กับดูหนังสั้น 3 เรื่องใหม่นี้ผ่านตาไว้บ้างครับ (อ่านย้อนภาคแรกและรวมหนังสั้นได้ที่บทความนี้ของเราเลย

post

รีวิว GUNS AKIMBO

ขื่อหนัง : GUNS AKIMBO
ขื่อไทย : โทษที..มือพี่ไม่ว่าง
แนว : แอคชั่น/ตลก 
นักแสดงนำ : แดเนียล แรดคลิฟฟ์
ซามาร่า วีฟวิ่ง
นาตาชา หลิว บอร์ดิซโซ

หลัง Harry Potter หนทางการแสดงของ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงค้นหาตัวตนในฐานะนักแสดงคุณภาพโดยไร้เงาพ่อมดน้อยของ เจ เค โรลลิง เป็นเครื่องการันตีความดังเหมือนเคยทั้งหนังสยองขวัญอย่าง The Woman in Black (2011) แนวดรามาเข้ม ๆ อย่าง Imperium (2016) แต่บทที่สร้างความฮือฮาที่แท้จริงกลับเป็นบทประหลาด ๆ อย่างเด็กหนุ่มมีเขาสุดอำมหิตใน Horn (2013) และซอมบี้จอมตดใน Swiss Army Man (2016) และหากใครคิดถึงเขาในบทประหลาด ๆ ล่ะก็ Guns Akimbo คือโปรแกรมที่ไม่ควรพลาด

Daniel Radcliffe as Miles

โดยหนังเปิดเรื่องมาด้วยฉากบู๊ระห่ำ ยิงกันหูดับตับไหม้ เพื่อแนะนำให้เรารู้จักกับตัวละคร นิกซ์ (ซามารา วีฟวิง) นักฆ่าสาวสุดเฉี่ยว โหด และโรคจิตแบบศรีธันยาคงเอาไม่อยู่ เธอกลายเป็นเบอร์หนึ่งของหมากในเกมสุดโหดที่จับคนมาฆ่ากันถ่ายทอดสดในนาม สกิสซึม โดยเหตุการณ์ข้างต้นบอกเล่าผ่าน ไมล์ส (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) พนักงานบริษัทไอทีชีวิตบัดซบที่หาความตื่นเต้นจากเกมอำมหิตดัวกล่าว

จนกระทั่งความมือบอนของเขาทำให้เหล่าอาชญากรตัวเอ้แห่งสกิสซึมบุกมาถึงห้องแล้วตอกตะปูมือทั้งสองข้างของเขาเข้ากับปืนพร้อมกระสุนข้างละ 50 นัดโดย ไมล์ส ต้องตามฆ่า นิกซ์ ให้ได้ก่อนพวกมันจะกลับมาเจาะกระโหลกเขาแทน แถมความซวยยังมาเยือนเมื่อเขาต้องไปตามนัดกับ โนวา (นาตาชา หลิว บอร์ดิซโซ) หวานใจสุดสวยแถมยังต้องหลบห่ากระสุนจาก นิกซ์ ที่ได้ภารกิจให้ฆ่าเขาเพื่อแลกกับอิสรภาพเช่นกัน

จากตัวอย่างหนังเราคงพอเดา ๆ ได้แหละว่าผู้กำกับจะต้องผ่านงานสายสเปเชียล เอฟเฟกต์มาก่อน และก็จริงดังว่า เพราะ เจสัน เล โฮว์เดน เคยอยู่เบื้อหลังงานวิช่วลเอฟเฟกต์หนังดัง ๆ ทั้งหนังมาร์เวลอย่าง The Avengers (2012) หรือหนังชุด The Hobbit และด้วยความขยันทำหนังสั้นออกมาเพื่อลับฝีมืออยู่เนือง ๆ จนกระทั่งได้ทำหนังยาวเรื่องแรกอย่าง Deathgasm (2015) หนังร็อกเกอร์ปะทะปีศาจที่บ้าและกาวได้ใจคอหนังคัลต์ และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงเล่าเรื่องราวใน Guns Akimbo ได้บ้าระห่ำขนาดนี้

Samara Weaving as Nix

เอาเข้าจริงตัวพลอตเรื่องว่าด้วยการจับคนมาฆ่ากันก็ไม่ใช่ของใหม่ อย่างหนังสร้างชื่ออาร์โนลด์ ชวาร์ตเซเนกเกอร์ อย่าง Running Man ที่มีมาแต่ปี 1987 ก็ใช้พลอตดังกล่าวมาแล้วร่วม 30 ปีและมีหนังในแนวเดียวกันเดินตามมานับไม่ถ้วน ดังนั้นสิ่งที่เป็นไม้เด็ดจริง ๆ คือการสร้างคาแรกเตอร์ตัวละครและการกำกับให้หนังออกมาน่าตื่นเต้นและสดใหม่ของ เจสัน เล โฮว์เดน ที่คิดพลอตออกมากระเทาะเปลือกโลกโซเชียลที่เสพย์ติดความรุนแรงกันอย่างบ้าคลั่ง

ดังนั้นการที่หนังสร้างตัวละครไมลส์ให้กลายเป็นหนุ่มออฟฟิศขี้แพ้และใช้สกิสซึมเพื่อหลบหนีชีวิตเส็งเคร็งของตัวเองเลยเป็นการสร้างตัวละครที่คนส่วนใหญ่เชื่อมโยงได้ไม่ยาก และยิ่งหนังดำเนินเรื่องไปก็ยิ่งทำให้เห็นว่าบรรดาคนที่ติดตาม สกิสซึม มีทุกระดับอาชีพและเป็นกระแสที่ใคร ๆ ก็พูดถึง ซึ่งเท่ากับว่าบทหนังได้ชี้ชวนให้เรามองคอนเทนต์ไวรอลเน้นขายความรุนแรงก็ไม่ต่างจากเชื้อโรคร้ายที่แพร่กระจายในอินเตอร์เน็ตไปโดยปริยาย และผู้คนในโลกความเป็นจริงก็ชอบเสพย์ความรุนแรงไม่ต่างจากสกิสซึมเสียด้วยสิ

แต่ก็ใช่ว่าหนังจะพาเราไปวิพากษ์ความรุนแรงในโซเชียลกันอย่างเอาจริงเอาจังนะครับ ตรงกันข้ามกว่า 80% ของหนังคือการอัดฉากแอ็คชั่นและมุกตลกเสียดสีเข้ามาเย้ยหยันชีวิตพระเอกเต็มที่ เพราะลำพังแค่จะใส่กางเกงยังลำบากเพื่อไม่ให้ปืนเป่ากบาลดับอนาถแล้ว ยังต้องมาหนีการตามล่าจากมือปืนสาวบ้าดีเดือด และโรคจิตแบบไม่บันยะบังยังอีกต่างหาก แถมดู ๆ ไปทั้งคู่ดั๊นมีเคมีบางอย่างที่เข้ากันเสียอีก จนทำให้ฉากการตามล่า เอาตายของทั้งคู่เต็มไปด้วยความบันเทิงจากบทพูดสุดแสบและการแสดงที่เปี่ยมสีสัน

ซึ่งก็ต้องยอมรับเลยว่าทั้ง แดเนียล แรดคลิฟฟ์ และ ซามารา วีฟวิง รับส่งบทและเปล่งประกายเสน่ห์กันได้ดีเหลือเกิน ในรายแรกคงไม่ต้องบอกอยู่แล้วว่างานนี้ แรดคลิฟฟ์ บ้าและเมากาวไปกับหนังแค่ไหน แต่สำหรับซามารา วีฟวิง ลูกสาวคนสวยของ ฮิวโก วีฟวิง หรือเอเจนต์สมิธแห่ง The Matrix ที่งานนี้แปลงโฉมจนจำแทบไม่ได้ แต่ต่อให้ลดความสวยลงแต่เสน่ห์เธอก็ยังเปล่งประกายทั้งความคลั่งและความเดือดของฉากบู๊ต่าง ๆ ที่เล่นได้น่าจดจำไม่น้อยเลย

Natasha Liu Bordizzo as Nova

และสำหรับหนุ่ม ๆ ต้องบอกว่าในเรื่องนี้ไม่ได้มีสาวสวยแค่คนเดียว แต่การปรากฎกายของ นาตาชา หลิว บอร์ดิซโซ สาวลูกครึ่งจีน อิตาเลียน (แต่ถือสัญชาติ ออสเตรเลีย) ยังมาทำให้หัวใจหวั่นไหวกันต่อเนื่องหลังปรากฎตัวในซีรีส์ Society ของ Netflix มาแล้ว ซึ่งบทของเธอแม้จะเป็นนางเอกหวาน ๆ แต่ก็แอบซ่าด้วยสีผมสุดแสบสันต์เข้ากับใบหน้าเก๋ ๆ ของเธอได้เป็นอย่างดี

แต่ก็ใช่ว่าหนังจะไม่มีข้อบกพร่องเสียเลย ในเมื่อหนังเลือกจะเล่าโดยยึดคอนเซปต์ของเกมเป็นหลัก ดังนั้นคาแรกเตอร์ของตัวละครทุกตัวก็จะแบน ๆ ไปหมด แม้แต่ ไมลส์ กับ นิกซ์ ที่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่องก็จะคงคาแรกเตอร์เดิมตลอด แม้ว่าจะมีการใส่จุดหักมุมเข้ามาช่วงท้ายเรื่องแต่ก็ดูจับยัดมากกว่าจะสมเหตุสมผล และแทบไม่มีผลต่อการเล่าเรื่องเท่าใดนัก ยังดีที่หนังเองก็รู้ตัวและเลือกเอ็นเตอร์เทนคนดูด้วยฉากแอ็คชั่นมุกตลกกาว ๆ มากกว่าจะไปเน้นดราม่า ซึ่งก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ดีเลยครับ

post

รีวิว Deception

ขื่อหนัง : Deception
ขื่อไทย : ระทึกซ่อนระทึก
แนว : กระตุกขวัญ/ภาพยนตร์ลึกลับ
นักแสดงนำ : ฮิว แจ็กแมน
มิเชล วิลเลียมส์
ยวน แม็คเกรเกอร์
dante spinotti

ถ้าลองว่ามนุษย์บนโลกยังมีตัณหา ราคะ และความต้องการเป็นตัวดำเนินหลักของชีวิตล่ะก็ ตราบนั้นก็ย่อมมีคนตกเป็นเหยื่อคนอยู่ร่ำไป เพราะคนที่ฉลาดกว่ามักรู้จักใช้ “พลังแห่งตัณหา” เพื่อล่อลวงคนมาสร้างผลประโยชน์ให้ตนเอง

ดูอย่างโจนาธาน แม็คควอรี่ (Ewan McGregor) ก็ได้ เขาคือนักบัญชีหนุ่มอนาคตไกลที่มีชีวิตง่ายๆ แต่ก็ซ้ำซากน่าเบื่อไปวันๆ จนกระทั่งเขาได้พบกับ ไวแอตต์ (Hugh Jackman) หนุ่มหล่ออารมณ์ดีที่ดูร่าเริงและสนุกสนานกับชีวิต ซ้ำยังมีสาวๆ มาเคียงข้างประจำ จนโจนาธานแอบอิจฉาลึกๆ ว่าสักวันหากเขามีโอกาสได้กกหญิงงามมากมายขนาดนั้น… มันคงเป็นสวรรค์แท้ๆ

แล้วไม่นาน จู่ๆ โจนาธานก็ได้โอกาสนั้นจากไวแอตต์ครับ เขาได้กกสาว ปรนเปรือความต้องการด้านตัณหาของตนแบบเต็มที่ จนเขาสนุกและเหลิงกับมัน… แต่สนุกได้ไม่นานก็ต้องตื่นมาพบความจริงว่า ทั้งหมดเป็นแผนล่อให้เขาตกหลุม และคนทำก็คือไวแอตต์นั่นเอง เขามีแผนจัดการให้โจนาธานหลงใหลจนลืมตัว ก่อนจะกระตุกเชือกเพื่อรัดคอกำจัดโจนาธาน… แล้วแบบนี้โจนาธานจะรอดพ้นจากบ่วงนี้ไปได้อย่างไรหนอ

ผมไม่แปลกใจที่หนังไม่ได้ดังมากมาย ทั้งๆ ที่ได้ดาราฮ็อตๆ อย่าง Jackman, McGregor และดาราสาวสวย Michelle Williams มาร่วมแสดง เพราะหนังไม่ได้มาพร้อมความสดใหม่แต่อย่างใดครับ มันเป็นแนวเดิมๆ ประเภทพิศวาสซ่อนเงื่อน มีคนตกเป็นเหยื่อ มีคนโดนหักหลัง จากนั้นก็มีการพลิกไปพลิกมาหักมุมหน่อยเพื่อความน่าติดตาม ก่อนจะสรุปเรื่องราวซึ่งถ้าไม่ใช่ Happy Ending ก็จะเป็นแบบ Sad Ending จบแบบให้คนดีรับกรรมน่ะว่างั้นเถอะ

จริงครับ หนังไม่ได้มีอะไรใหม่ ไม่ได้มีอะไรเกินคาดเดา แต่นั่นแสดงว่าหนังไม่ได้เรื่องใช่หรือไม่ คำตอบคือไม่ครับ ไม่ใช่ซะหน่อย ตัวหนังน่ะอาจไม่ใหม่ไม่ดึงดูด แต่คุณภาพข้างในก็ถือว่ายังพอมีให้รู้สึกคุ้มตอนดูอยู่บ้าง

จุดที่ผมว่าดีที่สุดคือดาราครับ แต่ละเจ้านี่ถนัดกับบทที่ได้รับอยู่แล้ว อย่าง McGregor ก็ไปได้ดีจะตายกับบทคนซื่อผู้น่ารัก (แบบใน Big Fish) จนผมอดสงสารไม่ได้ตอนแกโดนเล่นงานเข้า ตามด้วย Jackman ที่มาพร้อมมาดผู้ดี ฉลาด แต่แฝงใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง ร้ายกาจและพร้อมตะครุบเหยื่อได้ตลอด แค่ดูสองคนนี้เล่นบทที่เหมาะๆ ก็คุ้มในระดับหนึ่งแล้วครับ

ในส่วนของการเดินเรื่อง การทิ้งปมเปิดปม ก็ไม่ได้เด็ดขาดเต็มร้อย คือมันดูได้เพลินๆ น่ะครับ แต่ก็ไม่ได้ดึงดูดให้รู้สึกอยากตามเรื่อง เพราะมันพอเดาๆ ได้น่ะว่าจะไปทางไหน นี่สำหรับคนที่ดูหนังแนวพิศวาสหักเหลี่ยมกันมานักต่อนักแล้วน่ะนะครับ แต่หากยังไม่เคยดูหนังแนวนี้ ก็อาจจะรู้สึกถึงความสดของหนังขึ้นมาได้บ้าง

แต่สำหรับผม แม้จะดูหนังแนวนี้มามาก แต่ก็โอเคนะครับ หนังมันก็โอเคตามมาตรฐานขั้นต่ำ ยังดูสนุกเรื่อยๆ เพราะได้ดารานำดีนี่แหละครับ

ที่ดีอีกอย่างคือสาระน้ำดีที่หนังไม่ลืมจะใส่ลงมา อันได้แก่อย่าปล่อยให้ตัณหาราคะมาครอบงำชีวิตและความคิดเด็ดขาด หากปล่อยให้มันคุมล่ะก็เตรียมตัวเผชิญหน้ากับความผิดพลาดในชีวิตได้เลย เพราะมันพร้อมจะล่อลวงให้คุณหูหนวกตาบอด ชนิดโดนคนหลอกก็ไม่รู้ รู้อีกทีก็ตอนโดนปอกลอกหรือตอนโดนโกงไปแล้วนั่นเอง หนังแบบนี้ผมจึงเห็นว่ามีดีตรงที่มันเตือนสติคนดูได้ ว่าอย่าหลงระเริงไปกับตัณหา และอย่าหลงกับของฟรีครับ ในเรื่องโจนาธานได้สาวๆ เป็นของฟรีมากมายไปหมด แต่หารู้ไม่ว่าของฟรีแท้ๆ มันไม่มีในโลก เมื่อเขาได้สิ่งหนึ่งมักต้องแลกมาด้วยสิ่งหนึ่งเสมอ

รู้อย่างนี้จะได้ระวังจิต ไม่โลภหวังแต่ของฟรี เราจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

ตัวอย่างเช่นพวกฟิตเนสชื่อดังเป็นต้นครับ มักจะมาพร้อมกับโปรโมชั่นดีๆ ว่า “เล่นฟรี” นานเท่านั้นเท่านี้ ขอเพียงคุณมาสมัครเท่านั้น… ปรากฏว่าพอไปสมัคร คุณจะถูกมัดมือชกให้จ่ายตังค์ทันที ไม่ค่าโน่นก็ค่านี่… ดังนั้นจงพึงระวัง อย่าถูกหลอกด้วยพลังแห่งของฟรี… เพราะคนที่เห็นแก่ของฟรีหลายคน ต้องเสียตังค์เพราะของฟรีมาแล้วนักต่อนัก…

อย่างน้อย เมื่อหนังมีสาระดีๆ พูดถึงให้คนระวังความโลภของตน อย่าโลภให้มาก และอย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ ถือว่าครบถ้วนองค์ประกอบสำหรับหนังแนวนี้ นั่นคือดูแล้วสอนให้คนตระหนักในด้านดี ไม่ใช่สอนให้คนคิดชั่วทำชั่ว ไปหลอกลวงคนอื่นแบบตัวร้ายในหนัง

สำหรับ Deception ก็ไม่ใช่ผลงานห้ามพลาดแต่อย่างใดครับ เว้นแต่คุณรักสองพระเอก เรื่องนี้ก็ถือว่าทั้งคู่เล่นได้คุ้มค่าตัวดี และโปรดอย่าหวังบทที่ซ่อนเงื่อนเหนือชั้นด้วย เพราะหนังมันมีบทแบบพื้นๆ… พื้น แต่ก็ตรงประเด็นครับ

แล้วแต่คุณล่ะนะครับ อีกอย่างหนังมันออกแนวเครียดครับ ไม่เหมาะกับการดูเพื่อผ่อนคลายหรอก

อย่าลืมนะครับ จงอย่าโลภ และอย่าหลงกับผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ จนลืมว่าเรากำลังจะสร้างความเสียหายชุดใหญ่ให้ตนเองและคนอื่นหรือไม่…

ผลประโยชน์ที่ได้มาพร้อมความเจ็บปวดและคราบน้ำตาของคนอื่นนั้น มักมาพร้อมความทุกข์ในภายหน้า…ดังนั้นถ้าจะหาผลประโยชน์ ก็หาแบบที่มันถูกต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อนย่อมปลอดภัยและสบายใจที่สุด