post

รีวิว Stray

ขื่อหนัง :Stray
ขื่อไทย :ผีอยากเป็นลูกคน
แนว :ภาพยนตร์แนวแฟนตาซี/อาชญากรรม
นักแสดงนำ :คาเรน ฟุคุฮาระ
มิยาบิ
คริสตินวูดส์
Takayo Fischer

การที่มีหนังจากรัสเซียมาเข้าฉายในบ้านเรา ก็ถือได้ว่าเป็นหัวข้อให้น่าสน ว่าน้านนานจะมีหนังจากรัสเซียมาสักเรื่อง ก็ย่อมเป็นหนังที่มีอะไรดี ถ้าเกิดไม่ปัดกวาดรางวัลในบ้านมาเพียบ ก็ต้องทำเงินถล่มทลายถึงได้นำออกไปขายตลาดต่างแดน เช่นเดียวกับ Stray หรือชื่อรัสเซียว่า Tvar แปลว่า “สิ่งมีชีวิต” ดัดแปลงมาจากนิยายระทึกขวัญ ผลงานประพันธ์ของ ‘แอนท้องนา สตราโรบิเนท ที่ได้รับการตั้งชื่อว่าเป็น สตีเฟน คิง ที่รัสเซีย ตัวเธอพึ่งจะได้รางวัล ผู้เขียนยอดเยี่ยม จากเวที European Science Fiction Award ปี 2018 มาได้ด้วย

ทำให้ Stray เป็นหนังสยองขวัญรัสเซียเรื่องแรกที่ที่สามารถขายไปได้ถึง 30 ประเทศ ฟังดูดีครับผม ว่าหนังน่าจะให้รสแปลกใหม่กว่าหนังสยองขวัญฮอลลีวูดที่สร้างกันออกมาแทบจะล้นตลาด แล้วก็เป็นไปตามคาดครับผม Stray แปลกใหม่จริงครับผม มันคือหนังสยองขวัญที่ไม่มีฉากสยองเลย ไม่มีฉากไหนที่ชวนให้ลุ้นระทึกอย่างที่เคยชิน ว่าประเดี๋ยวจำเป็นจะต้องตระหนกตกใจ หรือชวนให้ต้องเอามือปิดตา ไม่ได้ตระหนกตกใจสักเฮือกจนกระทั่งอยากได้ฉากตุ้งแช่มาสักจึ้กหนึ่ง ทั้งที่พลอตเรื่องให้โอกาสให้ใส่ฉากสยองได้มากมาย

รายละเอียดของหนังก็ต้องกล่าวว่าไม่แปลกใหม่ เป็นพลอตที่ฮอลลีวูดสร้างกันมาไม่ทราบกี่ครั้งแล้วกับการที่คู่ผัว-เมีย ไปรับอุปการะเด็กกำพร้ามา แล้วเปลี่ยนเป็นเด็กอันธพาล อิกอร์ รวมทั้งพอลีท้องนา เสีย “วานยา” ลูกชายวัย 6 ขวบ ไปด้วยอุบัตเเหตุรถยนต์ ผ่านมา 3 ปี พอลีนายังอาจจะซึมเซาทำใจกับความสูญเสียไม่ได้ อิกอร์ก็เลยพาพอลีท้องนาไปสถานดูแลเด็กกำพร้าเพื่อเลือกรับเด็กผู้ชายสักคนมาชุบเลี้ยง มีเด็กให้เลือกมากไม่น้อยเลยทีเดียวแต่ว่าพอลีนาก็เฉพาะเจาะจงเลือกเด็กผู้ชายประหลาด รวมทั้งมากกว่าประหลาดก็คือเด็กผู้ชายคนนี้ เป็นเด็กตัวเล็ก รูปพรรณสัณฐานน่าสยดสยอง ผิวขาวซีด หัวล้าน ร่างกายไม่มีขนสักเส้น ไม่บอก แต่ว่าแผดเสียงขู่แบบสัตว์ร้าย แถมมีเขี้ยวแหลมน่าสยดสยอง ที่สำคัญเด็กผู้ชายคนนี้อยู่ในที่เกิดเหตุ ข้าราชการชายในสถานสงเคราะห์ฆ่าตัวตายด้วยการใช้ปืนจ่อหัวตัวเอง

ตรงนี้ล่ะครับผมที่อยากจะ เฮ้อออออ ออกมาดังๆหนังไม่อุตสาหะอธิบายเหตุผลอะไรแม้แต่น้อยว่าเพราะเหตุไรพอลีท้องนาถึงจำเป็นจะต้องเฉพาะเจาะจงเอาเด็กน่าสยดสยองคนนี้กลับไปอยู่ที่บ้าน ทั้งที่น่าสยดสยอง แล้วก็อยู่ในที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิต ทั้งยังแม่ชี รวมทั้งตำรวจก็ถกเถียงว่าอย่าเอาเด็กคนนี้ไปเลย มันคือแผลรุนแรงมากสำหรับหนังสักเรื่อง ถ้าเกิดเปิดเรื่องด้วยเรื่องสำคัญแล้วไม่มีซึ่งเหตุผลควร มันก็เลยสร้างความตะขิดตะขวงตั้งแต่ต้นเรื่อง แล้วบทหนังก็ยังไม่สามารถทำให้คนดูคล้อยตามไปกับความประพฤติปฏิบัติขวางโลกของพอลีท้องนาได้ พอเอามาเลี้ยงเด็กนรกก็ยังคงมีกิริยาเช่นสัตว์ร้าย อิกอร์ไม่เห็นด้วย รวมทั้งขอร้องให้พอลีนาคืนเด็กกลับไปที่สถานสงเคราะห์แต่ว่าเธอก็ยืนกรานว่าจะเก็บเด็กไว้ แถมยังตั้งชื่อเด็กน้อยว่า “วานยา” ตามชื่อลูกที่เสียไป

หนังก็ดำเนินเรื่องตามแบบนิยมของหนังสยองขวัญ ด้วยการให้อิกอร์สืบหาเบื้องลึกเบื้องหลังของเด็กอันธพาลรายนี้ รวมทั้งหาคำตอบว่าเพราะเหตุไรผู้ดูแลถึงฆ่าตัวตาย ก็ถือได้ว่าเป็นปัญหาที่วางไว้ให้เราอยากรู้คำตอบถึงที่มาของเด็กอันธพาล ซึ่งคำตอบก็ถือว่าแปลกใหม่จากหนังฮอลลีวูด เพราะเหตุว่าคำอธิบายถึงตัวตนของเด็กอันธพาลนั้นพาเอาหลุดโลกกันไปเลย ซึ่งแปลก แต่ว่าไม่ทราบสึกเหวอหรืออึ้ง ก็ไม่ทราบว่าปัญหาที่เกิดกับหนังนี้มีมาตั้งแต่ต้นฉบับที่เป็นนิยายหรือมีการเสริมเติมแต่งโดย โอลก้า โกโรเด็ตสกายา ผู้กำกับหน้าใหม่ที่เหมารวมตำแหน่งดัดแปลงนิยายมาเป็นบทภาพยนตร์เองด้วย แต่ว่าปัญหาหลักๆของโอลก้า เลย คือเขาไม่สามารถสร้างบรรยากาศสยองให้กับ Stray ได้แม้กระทั้งนิดเลย สร้างภาพยนตร์สยองแต่ว่าปราศจากความน่าสยดสยองเลย ก็ถือว่าสอบตกอย่างไม่น่าให้อภัยแล้วล่ะครับผม เอาว่าไม่ใช่แค่ประเด็นนี้หัวข้อเดียวที่ไม่มีเหตุไร้ผล แต่ว่าในเรื่องยังมีอีกมาก แต่ว่าหยิบมากล่าวถึงไม่ได้เนื่องจากว่าเป็นการสปอยล์
อีกจุดที่รู้สึกยี้มาก คือมาตรฐานซีจีของหนัง ทำออกมาแบบงี้แล้วเห็นได้ชัดว่าวิทยาการงานวิชวลเอฟเฟกต์ของรัสเซีย ตามหลังจีนอยู่ห่างไกลเลย ฉากโชว์ซีจียาวหลายวินาที แล้วไม่ใช่โชว์แบบมืดๆนะ แต่ว่าวางกันสว่าง เต็มหน้าจอให้เห็นจะๆกันไปเลย ว่างานของฉันกากขนาดไหน เพราะเหตุไรกล้าอวดขนาดนั้นนะ

จะหาตรงไหนมายกย่องหนังได้บ้างนะ เอาเป็นงานแสดงแล้วกัน ตัวพ่อแม่น่ะพอผ่านๆไปได้ ไม่มีฉากต้องโชว์ความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการแสดงอะไรมากไม่น้อยเลยทีเดียวนัก แต่ว่าที่ชวนชมคือตัวเด็กอันธพาลนั่นแหละ ที่ต้องใส่วิวัฒนาการเข้าไปในตัวเองมาก ตั้งแต่เป็นเด็กอันธพาลวิ่งรวมทั้งเดินแบบ 4 ขา เปลี่ยนมาเป็นผู้เป็นคนเพิ่มมากขึ้น แต่งตัวดี มีผมรวมทั้งเริ่มพูดคุยติดต่อสื่อสารกับพ่อแม่ชุบเลี้ยง หลายๆฉากต้องสื่อความทารุณผ่านทางสายตา นับว่าบทนี้แบกรับภาระหน้าที่สำคัญของหนังเลยล่ะ

post

รีวิว AKIRA

ขื่อหนัง :AKIRA
ขื่อไทย :อากิระ คนไม่ใช่คน
แนว :แอนิเมชัน/ไซไฟ
นักแสดงนำ :เทตสึโอะ ชิมะ
เคอิ
mitsuru kuwata
คิโยโกะ

ไม่ว่าความทรงจำของคุณที่มีต่อ AKIRA จะแจ่มชัดหรือเลือนรางสักเพียงใด และไม่ว่าจะเคยดูแอนิเมชันเรื่องนี้หรือไม่ แต่เชื่อว่าทุกคนที่ชอบดูหนังน่าจะเคยผ่านหูผ่านตากับชื่อเรื่องหรืองานภาพเรื่องนี้มาก่อนแน่ ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะ AKIRA คือหนึ่งในแอนิเมชันระดับตำนานที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังเรื่องดังต่าง ๆ อีกมากมายตามมา และนี่เป็นโอกาสอันดีที่แอนิเมชัน AKIRA ได้กลับมาฉายบนจอภาพยนตร์ให้เราได้ดูอีกครั้งในรอบ 32 ปี

AKIRA เป็นแอนิเมชันที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1988 และมีชื่อเรื่องไทยในตอนนั้นว่า อากิระ คนไม่ใช่คน ภาพยนตร์แอนิเมชันแนวไซเบอร์พังค์ที่ดัดแปลงมาจากต้นฉบับการ์ตูนมังงะ วาดโดยอาจารย์ คัตสึฮิโร โอโตโมะ ซึ่งในฉบับภาพยนตร์ก็ได้อาจารย์คัตสึฮิโรนี่แหละ มารับหน้าที่ผู้กำกับและคุมงานสร้างแอนิเมชันด้วยตัวเอง

AKIRA เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน นีโอโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่นหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 3 ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความรุนแรง การประท้วงเกิดขึ้นทุกที่จากปัญหาความยากจนและนักการเมืองคอร์รัปชัน สังคมเสื่อมโทรมสวนทางกับวิทยาการที่ล้ำสมัย

คาเนดะ กับ เท็ตสึโอะ สองวัยรุ่นเพื่อนรักแก๊งมอเตอร์ไซค์ ที่บังเอิญได้พบกับเด็กผู้ใช้พลังจิตคนหนึ่ง ด้วยอุบัติเหตุทำให้เท็ตสึโอะกลายเป็นผู้มีพลังจิตและถูกกองทัพของรัฐบาลจับตัวไป ซึ่งเกี่ยวพันกับสิ่งที่เรียกว่า “อากิระ” ด้วยเหตุนี้ทำให้คาเนดะต้องหาทางเพื่อหยุดยั้งกองทัพและช่วยเพื่อนของเขาออกมาให้ได้ แต่เหตุการณ์กลับลุกลามบานปลาย กลายเป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องโลกไม่ให้ถูกทำลาย

แอนิเมชันเรื่องนี้จัดเป็นผลงานที่ให้คำจำกัดความว่า “เหนือกาลเวลา” ได้อย่างไม่เกินเลย กับงานแอนิเมชันคุณภาพสูงที่ผ่านกาลเวลามากว่า 32 ปี ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความตกยุคหรือล้าสมัยแต่อย่างใด กลับยิ่งทำให้รู้สึกทึ่งในความสร้างสรรค์ที่ในยุคนั้นสามารถสร้างแอนิเมชันที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายขนาดนี้ได้

เรื่องราวที่เป็นส่วนผสมกันอย่างลงตัว ระหว่างนิยายวิทยาศาสตร์ โลกยุคดิสโทเปีย วิทยาการล้ำสมัย การเมืองและสังคมที่มืดหม่น AKIRA จัดว่าเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ ที่นิยามคำว่า Cyberpunk ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในยุค 80

โดยส่วนตัวมีโอกาสดู AKIRA มาก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกสมัยเด็กที่ฉายทางช่อง 7 (ถ้าจำไม่ผิด) บอกไปก็รู้สึกแก่ขึ้นมาทันที ฮา.. และครั้งที่ 2 ในแบบ CD ซึ่งก็ประทับใจมาก ๆ กับเรื่องราวโลกอนาคต มอเตอร์ไซค์สีแดงสุดเท่ของคาเนดะ แต่ก็แอบหลอน ๆ กับฉากความรุนแรงที่นำเสนอค่อนข้างตรงไปตรงมา และฉากสยองที่เมื่อสิ่งนั้น (ใครเคยดูจะรู้) ค่อย ๆ กลืนกินทุกสิ่ง กลายเป็นฉากที่ฝังอยู่ในความทรงจำ จนกลายมาเป็นความประทับใจแบบแปลก ๆ ที่มีต่อแอนิเมชันเรื่องนี้

ประสบการณ์ครั้งล่าสุดบนจอ IMAX การได้ดูพากย์ญี่ปุ่น (2 ครั้งก่อนหน้านั้นเป็นพากย์ไทย) ในสัดส่วนขนาดยักษ์ของจอ IMAX และการปรับคุณภาพของภาพที่ดีขึ้น ทำให้เห็นรายละเอียดของแต่ละฉากอย่างเต็มตาและครบถ้วนกว่าที่เคย กลายเป็นความรู้สึกโรแมนติกที่ได้ดูแอนิเมชันระดับตำนานเรื่องนี้บนจอภาพยนตร์

เหนืออื่นใด นี่คือแอนิเมชันที่มีลักษณะพิเศษ ดูเอามันก็ได้ ดูเอาสาระก็ดี เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นในนีโอโตเกียว โดยเฉพาะเรื่องของสังคมและการเมืองนั้น ถูกบอกเล่าแบบปลายเปิดที่ให้ผู้ดูมาเสริมต่อเติมเต็มจินตนาการกันเอาเอง

สุดท้ายนี้ ผมคงไม่เชิญชวนอะไรมากมาย เพราะเชื่อว่าใครที่เคยดูและชอบ AKIRA อยู่ก่อนแล้ว คงไปดูอย่างแน่นอน แต่กับคนรุ่นใหม่หรือคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู นี่คือโอกาสที่ดีมาก ๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

อ่อ…ดูรอบฉายดี ๆ นะ เพราะมีทั้งพากย์ญี่ปุ่นและพากย์ไทย และฉายเฉพาะโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาที่ร่วมรายการเท่านั้น

post

รีวิว Pain and Glory

ขื่อหนัง :Pain and Glory
ขื่อไทย :แด่หนัง ชีวิต และความเจ็บปวด
แนว :ชีวิต
นักแสดงนำ :อันโตนิโอ บันเดรัส
เปเนโลเป กรุซ
Asier Etxeandia
เลโอนาร์โด บาราเกลีย

หนังเรื่อง Pain and Glory แด่หนัง ชีวิต และความเจ็บปวด เป็นหนังดราม่า หนังชีวิต ที่มีดีกรีได้เข้าชิงออสการ์รับประกันความดีงามของเรื่องกันเลยทีเดียว โดยที่หนังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ 2 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม และ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ของ แอนโทนิโอ แบนเดอราส หากคุณกำลังมองหาหนังดีๆสักเรื่อง เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่แนะนำให้หามาดูกัน

เป็นเรื่องราวของ ซัลวาดอร์ มัลโย (แอนโทนิโอ แบนเดอราส) เขาเป็นผู้กำกับชื่อดังที่ห่างหายจากการทำหนังถึง 32 ปีเพราะอาการเจ็บป่วย เมื่อมีคนนำหนังที่เขาเคยกำกับมาฉายอีกครั้ง ก็ทำให้เขาต้องกลับไปหาอัลแบร์โต (อัสซิเออร์ เอตซิอังเดีย) อดีตนักแสดงที่เค้าเคยมีเรื่องทะเลาะด้วยในอดีตเพื่อที่จะชวนไปงานฉายหนังดังกล่าวอีกครั้ง

อัลแบร์โตได้ทำให้ซัลวาดอร์รู้จักกับหนทางที่จะเลี่ยงความเจ็บปวด นั่นก็คือ เฮโรอีน แต่กลายเป็นว่าเฮโรอีนได้เล่นงานเขาให้กลับไปดิ่งกับความทรงจำเจ็บปวดในอดีตของเขาแทน ทั้งชีวิตที่ยากลำบากในวัย ความรักที่ไม่สมหวัง เขาเลยจะต้องหาทางให้ตัวเองหลุดพ้นออกจากวังวนแห่งความเจ็บปวดนั้นเพื่อตัวเองให้ได้

เป็นหนังที่เราจะได้เห็นความเจ็บปวดในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งทางกายและทางใจผ่านเรื่องราวของซัลวาดอร์ภายในเรื่อง การกระทำที่ย้อนแย้งของเขา และการเข้าไปพัวพันกับเฮโรอีนที่จะพาเขาถลำลึกลงไปในความเจ็บปวดที่รื้อฟื้นอดีตของเขาขึ้นมาอีกครั้ง แต่เราก็จะได้เห็นความงดงามในพาร์ทอดีตที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความยากลำบากในวัยเด็กของเขาอีกด้วย

Nora Navas (Mercedes) and Antonio Banderas (Salvador) in Pain and Glory

และถ้าหากพูดถึงในเรื่องของการถ่ายทอดความเจ็บปวดมาถึงคนดู ก็ถือว่า แอนโทนิโอ แบนเดอราส นักแสดงคนนี้สวมบทบาทการถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีมากๆ ผ่านแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับอดีตคนที่เคยรัก ก็ทำให้คนดูอย่างเรา ๆ รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เขามี

หนังเรื่องนี้เป็นหนังชีวิตที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านฝีมือผู้กำกับมือฉมัง ที่เรียกได้ว่าเป็นงานถนัดในการถ่ายทอดเรื่องราวความดราม่าผ่านการเล่นแสงและเสียงภายในเรื่อง หากใครได้ดูเรื่องนี้ก็จะรู้สึกได้ถึงประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ที่เราไม่ได้เห็นบ่อย ๆ บนสไตล์การกำกับหนังของผู้กำกับเรื่องอื่นอย่างแน่นอน

post

รีวิว Peninsula

ขื่อหนัง :Peninsula
ขื่อไทย :ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง
แนว :แอคชั่น/สยองขวัญ 
นักแสดงนำ :คัง ดง วอน
อีจองฮยอน
ลี เร
Koo Kyo-hwan

ต้องยอมรับกันล่ะว่าหนังซอมบี้ที่เหมือนจะตายไปจากตลาดหลายรอบก็กลับมามีผลงานเด่น ๆ ได้เสมอ ด้วยความที่หนังซอมบี้เป็นพื้นที่ให้พูดเรื่องการเมืองและความฉ้อฉลโสมมของมนุษย์ได้ดีที่สุด และสำหรับประเทศเกาหลีใต้เองก็เคยส่ง Train to Busan หนังซอมบี้วิพากษ์การทำงานของรัฐบาลและพูดถึงสังคมเกาหลีในโบกี้รถไฟไปปูซานที่ดันมีซอมบี้หลุดเข้าไปในขบวนรถไฟแคบ ๆ สร้างความคึกคักให้หนังตระกูลซอมบี้ได้อักโข และคราวนี้ ฮยอนซังโฮ ผู้กำกับ Train To Busan ก็ไม่รอช้าที่จะสานต่อความสำเร็จด้วย Peninsula หนังซอมบี้โลกอนาคต Dystopia หรืออนาคตอันมืดหม่นมาลงตลาดในปีนี้

โดย Peninsula จะเล่าถึงช่วงเวลา 4 ปีหลังเหตุการณ์จาก Train to Busan โดยคาบสมุทรเกาหลีทั้งเหนือและใต้เต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อจนทางการต้องสั่งอพยพประชากรออกจากคาบสมุทรเกาหลี และหนึ่งในผู้รอดชีวิตที่กลายเป็นศูนย์กลางของเรื่องก็ได้แก่ จองซอก (คังดงวอน) ทหารเกาหลีใต้ที่ไม่อาจรักษาชีวิตพี่สาวตัวเองไว้ได้ เขาจำต้องหอบความผิดบาปและพี่เขยที่แทบใช้ชีวิตแบบหายใจทิ้งไปวัน ๆ ไปยังฮ่องกงเพื่อเอาชีวิตรอด แต่แล้วก็มีเหตุให้ทั้งคู่ต้องกลับไปยังคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง

โดยข้อเสนอจากนักเลงที่ฮ่องกงคือกลับยังเกาหลีเพื่อขับรถขนเงินมูลค่า 20 ล้านเหรียญกลับมาคืนพวกมัน โดยมีเงินส่วนแบ่งคนละ 2.5 ล้านเหรียญเป็นเงินรางวัล งานนี้จองซอกและพี่เขยพร้อมคนเกาหลีอีก 2 คนจำต้องกลับไปผจญเหล่าซอมบี้อีกครั้ง โดยหารู้ไม่ว่าตอนนี้เกาหลีได้กลายเป็นเมืองผุพังที่มีมนุษย์น่ากลัวกว่าผู้ติดเชื้อเสียอีก แถมชะตากรรมยังทำให้จองซอกต้องกลับไปเผชิญหน้ากับความผิดบาปในอดีตอีกครั้ง

หากจะให้จำกัดความ Peninsula ของฮยอนซังโฮก็คงต้องบอกว่ามันคือหนัง Mad Max ที่พยายามจะขายความดิบเถื่อนและความเสื่อมทรามของมนุษย์ แถมยังยืดอกรับเต็มปากว่าฉากแอ็กชันท้ายเรื่องตัวเองก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก Mad Max Fury Road เต็ม ๆ ส่งผลให้ซอมบี้กลายเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งที่พูดถึงความเสื่อมโทรมเน่าเฟะของมนุษย์และเป็นตัวเปรียบเทียบความน่ากลัวที่ทำให้เห็นว่ามนุษย์และการพยายามเอาตัวรอดก่อให้เกิดความน่ากลัวต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะกีฬามนุษย์หนีซอมบี้ที่กลายเป็นความบันเทิงอำมหิตให้กับบรรดามาเฟียที่ตั้งตนเป็นใหญ่ในดินแดนเสื่อมโทรม

แต่กระนั้นการพลิกแนวของฮยอนซังโฮกลับกลายเป็นดาบ 2 คมอย่างช่วยไม่ได้ เพราะในเมื่อหนังโปรโมตตัวเองให้อยู่ในตระกูลหนังซอมบี้และวางตัวเองเป็นภาคต่อ Train to Busan ดังนั้นตัวหนังเลยออกมาผิดความคาดหวังของคนดูแน่นอน งานนี้นอกจากตัวซอมบี้จะไม่ได้น่ากลัวหรือสร้างความตื่นเต้นและมีบทบาทสำคัญเหมือนหนังภาคแรกแล้ว การเป็นหนังภาคต่อก็ไม่ได้ต่อยอดประเด็นหรือชะตากรรมตัวละครที่คนดูให้ใจไปกับหนังภาคแรกอีกด้วย

แม้ตัวหนังจะมีประเด็นน่าสนใจไม่น้อยโดยเฉพาะการเอาเกาหลีมาเปรียบกับจีนในฐานะประเทศต้นทางของเชื้อโรคร้ายในโลกของหนังเทียบกับความเป็นจริง อีกทั้งยังมีฉากที่แสดงให้เห็นว่าคนเกาหลีก็ถูกรังเกียจและไม่มีใครรับเป็นผู้ลี้ภัยประหนึ่งจะโยงมายังวิกฤติ COVID-19 ให้ได้ แต่ประเด็นนี้ก็ถูกพูดถึงแบบผ่าน ๆ จนไม่เหลือความสำคัญต่อเรื่องเท่าใดนัก

แต่บาดแผลสำคัญที่เหวอะหวะยิ่งกว่าหนังหน้าของผีดิบก็คงหนีไม่พ้นการดีไซน์ตัวละครนี่แหละครับ โดยเฉพาะตัว จองซอก ของพระเอกหน้าหล่ออย่าง คังดงวอน ที่ไม่ได้สร้างความผูกพันธ์เหมือนคุณพ่อ กงยู จากหนังภาคแรกได้แม้แต่น้อย ด้วยการที่หนังเล่นนำเสนอภาพความอ่อนแอปวกเปียกในการช่วยเหลือพี่สาวและอาการเหม่อลอยแบบไม่มีที่มาที่ไป แถมยังพยายามขยี้ไอ้อาการบาปที่ติดตัวนี้อีก ทั้งที่คนดูก็ไม่ได้รู้สึกว่า อีตัวพี่สาวมันน่าช่วยเหลือตรงไหนเลยจนทำให้ประเด็นดราม่ามันน่ารำคาญมากไปหน่อย

หรือจะเป็นประเด็นครอบครัวที่พอจองซอกต้องกลับมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่เขาเคยเพิกเฉยขับรถผ่านตอนพาพี่สาวและพี่เขยหนี ประหนึ่งจะให้เป็นโอกาสที่สองที่ทำให้เขาได้มาไถ่บาปก็ดูพังพินาศมาก แม้จะมีตัวละครสองพี่น้องที่ดูมีสีสันหน่อยก็เถอะ แต่ให้ตายสิ! ทั้งเรื่องนางจะขับรถชนซอมบี้แบบแทบไม่บุบสลายไปอย่างนี้ตลอดจริง ๆ เหรอ ไหนล่ะความน่ากลัว? ไหนล่ะฉากหนีตายซอมบี้? ไม่เหลืออะไรให้ลุ้นกันเลย

เว้ากันซื่อ ๆ เลย หากเราเข้าไปดู Peninsula แบบไม่คาดหวังว่ามันจะเป็นภาคต่อของ Train to Busan ก็อาจจะพอสนุกกับหนังไปได้นะครับ อย่างน้อยหนังก็มีฉากแอ็กชันตูมตามคอยมาเอ็นเตอร์เทนคนดูอยู่เป็นระยะ ๆ แต่พอหนังดันเอาชื่อ Train to Busan มาขายและพยายามเหลือเกินที่จะโยงให้มันเป็นภาคต่อกันทั้งที่จริงสิ่งเดียวเลยที่เชื่อมทั้งสองเรื่องก็แค่ต้นเหตุที่ทำให้เกาหลีเต็มไปด้วยซอมบี้เท่านั้นเอง แต่นอกนั้นมันคือหนังคนละม้วนกันเลย

post

รีวิว Mrs. Serial Killer

ขื่อหนัง :Mrs. Serial Killer
ขื่อไทย :Mrs. Serial Killer
แนว :ระทึกขวัญ
นักแสดงนำ :โมหิต เรนะ
แจ็คเกอลีน เฟอร์นานเดซ
เซย์น มารี ข่าน
มาโนช บาชเปยี

ต้องบอกหนังอินเดียที่ลงในโรงส่วนใหญ่คุณภาพดีมากกว่าใน Netflix ตลาดบอลลีวู๊ดถึงใหญ่มากๆ ซึ่ง Netflix เองก็คงรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ (ในโลกมีประเทศเดียวที่ Netflix มีฐานสมาชิกแพ้สตรีมมิ่งเจ้าอื่นคืออินเดีย) ก็เลยพยายามปรับคุณภาพทั้งหนังและซีรีส์หลายเรื่องช่วงหลังให้ดีขึ้น และก็ดูไปได้สวยเพราะเท่าที่ผมดูมาตลอดก็ถือว่าไม่ได้ผิดหวังเท่ากับหนังฝรั่งเน็ตฟลิกซ์ที่ออกมาแบบจับฉ่ายทุกสัปดาห์ แต่ก็ต้องขอเว้นเรื่องนี้ไว้เลยว่า เหมือนเสียเวลาฟรีๆ ไปเกือบสองชั่วโมง โดยไม่ได้อะไรอย่างที่หนังเสิร์ฟมาให้เลยสักอย่าง

เริ่มกันตั้งแต่หน้าหนังที่ดูเหมือนแนวฆาตกรรมสยองขวัญ จากผู้หญิงที่สามีต้องติดคุกเพราะถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้หญิงท้องควักลูกออกมาดองในโหล ตัวเองก็เลยต้องออกฆ่าแบบเดียวกันมั่ง เพื่อให้ดูว่าฆาตกรต่อเนื่องยังลอยนวลอยู่ ซึ่งเรื่องจริงก็เป็นไปตามนี้จริงๆ แหละ แต่สิ่งที่มันผิดเพี้ยนไปก็คือ หนังตั้งใจทำตัวเองให้เป็นหนังตลกโอเวอร์แอ็กติ้งกันสุดๆ ทั้งๆ ที่เรื่องมันก็ไม่ได้ส่อให้ออกไปทางแนวตลกเลยแม้สักนิดเดียว แต่ภาพกับบทที่ออกมาพยายามอย่างมากที่จะไปทางนั้น อย่างการกระโดดถีบตลกๆ มีการสโลวตอนต่อสู้บางอย่างกะให้ฮาด้วยอารมณ์เหมือนหนังอินเดียภาพลักษณ์เก่าๆ การปั้นหน้าตาให้อารมณ์ดูโอเว่อร์เกินจริง บทพูดที่ยัดเยียดมุกตลกแห้งๆ ทั้งหมดทั้งมวลนี่ทำเอาหนังเรื่องนี้เสื่อมลงไปในทันที

งั้นถ้าไม่มองหน้าหนังแล้วหลงมาดูจะผิดหวังมั้ย ก็คิดว่าคงน้อยลงครับ แต่ตัวเรื่องก็ยังถือว่าออกแนวกลวงโบ๋เกินกว่าจะแนะนำให้ใครดูจริงๆ แม้ว่าพล็อตจะดูเข้าท่าเพราะไม่เคยมีมาก่อนเหมือนกันกับการที่ผู้หญิงกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องเพื่อช่วยให้คนรักพ้นผิด แต่เนื้อหาจริงๆ มีเพิ่มมาอีกนิดแค่ว่าผู้หญิงคนนี้จริงๆ มีคนรักอีกคนก่อนมาแต่งงานกับคนนี้ แล้วก็คิดว่าคนรักเก่าที่เป็นตำรวจย้ายมาเป็นคนทำ ซึ่งพอสามีที่ติดคุกประกันตัวออกมาได้ เรื่องจริงก็เลยเผยว่าเกิดอะไรขึ้น แม้จะดูหักมุม แต่ก็ไม่ได้เกินกว่าที่คาดไวสักเท่าไหร่ เชื่อว่าเดากันออกทั้งนั้นครับ (แม้จะมีเรื่องน้ำผสมเติมลงมานิดหน่อย)

ปกติหนังแนวฆาตกรต่อเนื่องแน่นอนว่าฉากสยองต้องเป็นส่วนสำคัญ เรื่องนี้ก็มีตอนที่เผยศพแรกให้เห็นแบบนั้น แต่ก็มีแค่นั้นแหละครับ ไม่ได้มีอะไรเพิ่มมาใหม่อีกเลย ห้องก็ห้องเดิม ทุกอย่างถูกเวียนมาใช้ซ้ำโดยที่ไม่ได้ฉากฆ่ากันให้เห็นจริงๆ เลยสักคน

นี่เป็นหนังที่ทำเอาคนที่หลงมาดูเสียเวลาไปตามๆ กัน แถมยังเผลออคติหนังอินเดียเพิ่มเข้าไปอีก ก็ต้องยืนยันว่าหนังอินเดียมีดีหลายอย่างจริงๆ แต่ต้องขอเว้นไว้กับเรื่องนี้ที่แทบไม่มีดีอะไรสักอย่างให้พูดถึง ยกเว้นบางคนอาจจะขำกับมุกฝืดๆ ของเรื่องได้ แต่ก็ต้องดูแบบไม่คิดอะไรส่วนอื่นๆ เลยจริงๆ นั่นแหละครับ เพราะอย่างอื่นของเรื่องถือว่าเข้าขั้นป่วยมากจริงๆ

หน้าหนังเหมือนแนวสยองขวัญน่าติดตาม แต่เนื้อในกลับกลายเป็นหนังตลกแบบฝืดๆ พยายามยิงมุกกับปั้นความโอเว่อร์แอ็กติ้งเข้ามาตลอดเวลา จนกลายเป็นหนังอินเดียที่ฆ่าเวลาอันมีค่าของเราไปอย่างไม่ควรให้อภัยใดๆ ทั้งสิ้น

post

รีวิว The Turning

ขื่อหนัง :The Turning
ขื่อไทย :The Turning
แนว :เหนือธรรมชาติ/ดัดแปลง 
นักแสดงนำ :ฟินน์ วูล์ฟฮาร์ด
แม็คเคนซี เดวิส
Brooklynn Prince
โจลี่ ริชาร์ดสัน

วันนี้ จะพาพบกับความสยอง ที่คุณต้องโดนหลอกแล้วหลอกอีก แน่นอนว่าคุณจะได้เจอประสบการณ์นี้สักครั้งในชีวิตกับหนังสยองขวัญ “The Turning” ที่อยากจะเชิญชวนให้ทุกได้มาสัมผัสกับความหลอนขนลุกซู่ในเรื่องนี้ เพราะนี่ถือหนังที่มีการเปิดประเด็นถกเถียงกันมากที่สุดของปี หลังจากที่หนังออกฉายไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา คนดูต่างพากันเข้ามาวิเคราะห์วิจารณ์ทุกหนังเรื่องนี้ ที่เหมือนจะทิ้งคนดูเอาไว้กลางทางกับเครื่องหมายปรัศนี (?) ค้างเอาไว้ในหัว

บอกจากสัตย์จริงก็คือ The Turning ได้เปิดเรื่องเริ่มต้นได้อย่างน่าสนใจ โทนต่างๆ คลุมเครือกำลังดี แต่พอผ่านมาได้สัก 15 นาทีแรกของหนัง ทุกอย่างเริ่มเละเทะปนเปกันไปหมด กลายเป็นบทหนังที่มีความคลิเช่ซ้ำๆ ที่เห็นมาจากหนังผีเชยๆ เมื่อ 10-20 ปีก่อนมาแล้ว พวกเดินตามหาเสียง หรือเดินเข้าไปในที่ที่ไม่ควรไป บทหนังยังทำให้ดูมีปริศนาซ่อนเอาไว้อยู่เรื่อยๆ ขมวดเข้าไปๆ แต่ลืมคลี่คลายออกมา ดำเนินไปแบบนี้ไปถึงฉากสุดท้าย กลายเป็นคำถามที่ยังเกิดขึ้นอยู่ในหัวคนดู อย่างน้อยก็รู้สึก “นี่เราดูอะไรไปนะ?”

นอกจากบทที่น่าพิศวงแล้ว มาเจอลำดับการเล่าเรื่องผนวกเข้าไปด้วยกันอีก รีบมองหายาแก้ไมเกรนทันที กลายเป็นอีกส่วนที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูแย่ บทที่ค่อนข้างกลวงอยู่แล้วมา เจอวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่ได้มีความดึงดูดอะไรซ้ำเข้าไปอีก ยิ่งทำให้ใจเต้นรัว หนังดูมีความพยายามที่ใช้ชั้นเชิงและเทคนิคความสำเร็จแบบหนังของ “จอร์แดน พีล” หรือ “อารี แอสเตอร์” แต่กลับทำไม่ได้ และล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง ผลที่ออกมาจึงกลายเป็นภาระความงงงวยที่โยนมาใส่คนดูแทน และทำให้หนังหมดสภาพความน่าสนใจไปเลย

เรื่องราวดำเนินเกือบ 90 นาที เราก็ยังไม่เห็นเค้าโครงเลยว่าหนังจะมีบทสรุปเช่นไร และแล้วหนังก็ตัดสินใจทำให้สิ่งที่เราไม่อยากจะให้เกิด ก็คือทิ้งคนดูเอาไว้กลางทาง ใช่แล้ว…หนังเลือกทิ้งเอาไว้แบบนั้นจริงๆ ถึงกับต้องยอมรับว่า พอดูหนังจบต้องเข้าไปหาสปอยด์จากเว็บนอกอ่านทันที เพื่อให้กระจ่างแจ้งว่าแท้ที่จริง ผู้สร้างต้องการอธิบายตอนจบออกมาอย่างไหนกันแน่ (ทำให้ได้ทราบว่า…จริงๆ แล้วหนังมีตอนจบ 2 ทาง แต่คงเลือกไม่ได้ก็เลยใส่มาทั้งหมดนั้นแหละ) ผลที่ออกมาคือ…คิ้วขมวดพันกันเป็นปมเลยทีเดียว

ไม่แปลกใจที่ The Turning จะกลายเป็นหนังที่ค่อนข้างล้มเหลวในคำวิจารณ์ แต่ก็ได้ผลตอบรับดีจากคนดู เพราะแต่ละคนต้องกลับมานั่งวิเคราะห์ถึงปลายทางที่หนังต้องการสื่อสารออกมาอีกครั้งอยู่ดี ก็ถือเป็นประสบการณ์ดูหนังที่เต็มไปด้วยคำถาม ทั้งที่หนังไม่จำเป็นจะต้องตีความอะไรออกมาเลยก็ตาม แต่ก็เหมือนโดนผีหลอกซ้ำๆ ซากๆ แบบไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน

post

รีวิว #Alive

ขื่อหนัง :#Alive
ขื่อไทย :คนเป็นฝ่านรกซอมบี้
แนว :สยองขวัญ/ดราม่า 
นักแสดงนำ :พัก ชิน-ฮเย
ยูอาอิน
จอน แบ-ซู
ลี ฮยอน-อุก

จากความสำเร็จจนกลายเป็นกระแสไปทั่วโลกของ Train to Busan, Rampant และ Kingdom ในโรงภาพยนตร์ ในทีวี และในรูปแบบสตรีมมิ่ง Netflix ดูเหมือนว่าวงการหนังและซีรีส์ของเกาหลีใต้ จะตกอยู่ในช่วงห้วงของความบันเทิงในหมู่มวลโลกของซอมบี้

ล่าสุด Netflix กลับมาพร้อมกับสิ่งที่ถูกขนานนามว่า K-zombie หรือหนังซอมบี้สัญชาติเกาหลีเรื่องใหม่ ชื่อ #Alive คนเป็นฝ่านรกซอมบี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้โฟกัสไปที่จุนอู (รับบทโดย ยูอาอิน) ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งเป็นเด็กติดเกม หรือจะเรียกให้ดูมีแก่นสารหน่อย ก็คือ เกมเมอร์ที่ใช้ชีวิตวัน ๆ เอาแต่สตรีมเกมกับเพื่อน ๆ จนมาวันหนึ่ง โลกที่เขารู้จักมันเปลี่ยนไปพร้อมกับการมาถึงของไวรัสแปลกประหลาด ที่เปลี่ยนผู้ติดเชื้อให้กลายเป็นซอมบี้กินคนที่ดุร้าย

การเล่าเรื่องของ #Alive เราในฐานะคนดูจะถูกเล่าผ่านมุมมองของจุนอู ซึ่งติดอยู่ภายในอพาร์ตเมนต์ โดยนับอัตราส่วนเป็น 2 ใน 3 ของภาพยนตร์ นั่นหมายความว่า เราจะได้รู้เรื่องราวความเป็นไปในโลกภายนอกจากช่องข่าวทางทีวี และสื่อโซเชียลทางโทรศัพท์เท่านั้น

แต่หนังก็ไม่เสียเวลายืดยาดที่จะเข้าสู่ฉากแอ็คชั่น เพราะเริ่มเรื่องมาไม่นาน จุนอูก็ต้องต้อนรับเพื่อนบ้านที่พยายามหลบหนีฝูงซอมบี้โดยที่เขาไม่เต็มใจนัก แน่นอนว่าการปล่อยให้ชายเพื่อนบ้านคนนี้เข้าอยู่ในห้อง แม้จะช่วยให้รอดได้ในเบื้องต้น หากแต่ว่าต่อมา ชายคนนี้กลายเป็นผู้ติดเชื้อและกลายเป็นซอมบี้ ทำให้จุนอูจะต้องเผชิญหน้ากับซอมบี้จัง ๆ เป็นครั้งแรก

ตั้งแต่นั้นมาจนถึงตอนจบ หนังแทบจะไม่มีฉากที่จุนอูโผล่ออกไปเผชิญหน้ากับซอมบี้แบบจั๋ง ๆ อีกเลย

ตัวหนังพยายามดึงศักยภาพของจุนอูในฐานะเด็กติดเกมออกมาใช้ โดยการให้เขาบังคับโดรนติดกล้อง เพื่อพยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ บริเวณที่เขาอยู่ และเขาก็แสดงให้เห็นว่าสามารถควบคุมโดรนได้อย่างเชี่ยวชาญ เหมือนกับกำลังเล่นเกม ๆ หนึ่ง

นอกจากนั้น เขาก็ยังอัปเดตข้อความสั้นบนสตรีมมิ่งเพื่อเป็นกำลังใจให้คนอื่น ๆ อย่ายอมแพ้ และต้องเอาชีวิตรอดให้ได้

อย่างไรก็ตาม จุนอูต้องทนทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ ระหว่างที่ติดอยู่ภายในห้องคนเดียวเป็นเวลาหลายวัน กับเสบียงอาหารที่กำลังจะหมดลง และความท้อแท้ที่เกาะกุมจิตใจ เมื่อเขาไม่ได้รับข่าวจากแม่และคนในครอบครัวเลย ทำให้เขาเริ่มเห็นภาพหลอนและสภาพจิตใจที่ดำดิ่งจนเขาคิดจะผูกคอตาย !

แต่ก่อนที่เขาจะไปไกลกว่านั้น เขากลับได้รู้จักกับยูบิน (รับบทโดย พัคชินฮเย) หญิงสาวผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ในอพาร์ตเมนต์ตึกตรงข้ามกับจุนอู ต่อมาทั้งคู่ก็ร่วมมือกันเพื่อพยายามเอาชีวิตรอด และหลบหนีจากนรกที่เขาอาศัยอยู่ ซึ่งเต็มไปด้วยซอมบี้

สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกเกี่ยวกับ #Alive ก็คือ ซอมบี้ในเรื่องนี้แตกต่างจากซอมบี้ใน Kingdom และ Train to Busan ซึ่งเราจะเห็นฉากตื่นเต้นจากการวิ่งหนีซอมบี้ที่ดุร้าย และเก่งกาจเอามาก ๆ แถมยังวิ่งเร็วอีกด้วย แต่ซอมบี้ใน #Alive ดูเหมือนจะเป็นซอมบี้ที่ไม่ค่อยมีพิษสงสักเท่าไร จะมีบ้างบางตัวที่มีทักษะบางอย่างที่หลงเหลือจากการเป็นมนุษย์ อย่างเช่น ซอมบี้บางตัวเปิดประตูเป็น หรือในกรณีของซอมบี้นักดับเพลิงที่มีสกิลในการปีนขึ้นไปบนอพาร์ตเมนต์ได้ด้วยเชือกเพียงเส้นเดียว

จุดสังเกตอีกอย่างของหนัง ก็คือ หนังไม่มีตัวร้ายที่ชัดเจน ดังนั้น สิ่งที่ตัวเอกต้องต่อกรด้วยนั่นก็คือ ตัวของเขาเอง ว่าที่จริงซอมบี้ที่อยู่ภายนอก แทบจะไม่มีความสามารถทำอันตรายเขาได้เลย แต่สิ่งที่เขาต้องต่อสู้จริง ๆ คือ ความคิด ความรู้สึกของตัวเอง กับอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัด

จะอย่างไรก็ตาม หนังดำเนินเรื่องมาอย่างที่ผู้กำกับฯ อยากให้เป็นจนถึงช่วง 10 นาทีสุดท้าย ก็มาถึงสิ่งที่ผู้เขียนขอเรียกว่าจบแบบกะทันหัน … ความยากในการใช้ชีวิตของตัวเอกตลอด 1 ชั่วโมง 30 นาที จู่ ๆ ทุกสิ่งอย่างก็กลับง่ายขึ้นมาในช่วง 10 นาทีสุดท้ายแบบไม่น่าเชื่อ อุปสรรคถูกปลดล็อคทั้งหมด !

post

รีวิว Antebellum

ขื่อหนัง :Antebellum
ขื่อไทย :Antebellum
แนว : สยองขวัญ/ระทึกขวัญ
นักแสดงนำ : จาแนลล์ โมเน่
เจน่า มาโลน
แกบโบเรย์ ซิดิเบ
มอนส์ เคียร์ซีย์คลี

และแล้วก็ได้เวลาของหนังระทึกขวัญที่ชื่อ Antebellum หรือชื่อไทย หลอนย้อนโลก กันแล้วล่ะครับ รวมไว้ทั้งความเป็นหนังที่เล่าเรื่องเหยียดสีผิวในสังคมอเมริกัน ทั้งยังเป็นหนังที่เกิดขึ้นในสองเวลา

อาจริงๆ ก็ถือว่าเรื่องที่แปลกใหม่และเข้าท่าดีกับการที่หนังที่ว่าเรื่องการเหยียดสีผิวจะเล่นเรื่องการย้อนเวลา แทนที่จะเป็นหนังดราม่า มันก็กลับแปรเปลี่ยนไปเป็นหนังระทึกขวัญปะปนความเป็นไซไฟนิดๆ นี่นับจากหน้าหนังและตัวอย่างล้วนๆ เลยนะ

ค่ายหนังขึ้นต้นไว้ว่าเป็นหนังจากผู้สร้าง Get Out และ Us แต่ที่จริงแล้วผู้กำกับเป็น Gerard Bush และ Christopher Renz ที่ทั้งสองร่วมกันทั้งเขียนบทและกำกับ

การดูตัวอย่างเพียงน้อยครั้ง อ่านข้อมูลเพียงน้อยนิด อาจเป็นเรื่องที่ดี ที่ทำให้การรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้มีความสดใหม่อย่างที่สุด และการเขียนบทรีวิวนี้ก็อาจจะกระทบต่อประสาทการรับอรรถรสของท่านต่อหนังเรื่องนี้บ้างไม่มากก็น้อย จะเลือกรับสารหรือไม่นั้นก็แล้วแต่ผู้อ่าน แต่ในมุมของผู้เขียนแล้ว

จะพยายามอย่างที่สุดที่ไม่ไปแตะสปอยล์ของภาพยนตร์เรื่องนี้

หนังของคนผิวสีมักจะวนเวียนอยู่แนวความคิดของการถูกเหยียดจากคนผิวขาวอยู่ตลอดมา การค้นพบและตั้งรกรากของคนบนฝั่งแผ่นดินอเมริกา คนผิวดำกลายเป็นชนชั้นต่ำและตกเป็นเบี้ยล่างของคนผิวขาวตลอดมา แม้กระทั่งปัจจุบันที่การเหยียดผิวนั้นเจือจางลงไปบ้างแล้วแต่มันก็ยังฝังรากอยู่ และ Antebellum ก็กำลังขุดมันออกมานำเสนอให้ผู้คนได้เห็นและตระหนักถึงมัน

เรื่องราวที่เล่าอยู่บนสองเส้นเวลา ชั่วขณะหนึ่งที่เวโรนิก้ายืนอยู่ในโลกปัจจุบันของอเมริกา ชีวิตที่ดูจะเพียบพร้อม ทั้งอาชีพการงานที่รุ่งโรจน์ ชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น แต่เธอก็รู้ว่าเมื่อออกไปนอกบ้าน

เธอก็ยังคงรู้สึกไร้ซึ่งความเท่าเทียนระหว่างคนสองสีอยู่เช่นเดิม

ยิ่งเมื่อเธอเข้าไปอยู่ในโลกที่คนผิวดำยังคงเป็นทาสรับใช้ในบ้านของผิวขาว มีบ้านแยกออกไปเฉพาะสำหรับทาส ถูกกดขี่ ทำร้ายทารุณต่างๆ นานา เธอจึงได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าคนผิวดำเคยถูกกระทำมามากมายและรุนแรงเพียงใด

เธอจึงได้เห็นว่า ในปัจจุบันที่ใครบอกว่ามันเจือจางมากแล้ว แท้จริงมันก็ยังคงอยู่

น่าสนใจที่เขาเลือกหาพล็อตที่เล่าเรื่องที่คุ้นเคยมาเล่าใหม่ในมุมมองและวิธีการที่แตกต่าง นำเรื่องการเหยียดผิว การกดขี่ทางชนชาติ มาเล่าโดยเพิ่มสีสันของช่วงเวลา

เมื่อหนังเล่าให้โลกปัจจุบันกับโลกอดีตที่เธอเข้าไปสัมผัสมีความเหมือนกันในบางอย่างราวกับเป็นกระจกที่สะท้อนซึ่งกันและกัน เราจะได้เห็นว่า ทั้งสองช่วงเวลานั้น มีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่มีความคล้ายคลึงกันอยู่ ต่างแค่บริบทของสังคมและเวลา แต่ทั้งคู่ล้วนเป็นเรื่องราวของความไม่เท่าเทียมที่ยังคงมีอยู่แม้เวลาจะแตกต่างกันมากแล้วก็ตาม

นั่นแปลว่า การกดขี่ ความไม่เท่าเทียม การเหยียดสีผิว มันยังคงอยู่ไม่ได้ไปไหน

สิ่งที่เธอคิด เธอเขียน ลงในหนังสือ ถ้อยคำที่พูด ที่เธอบรรยาย มันลอยไปถึงหลายหูในตระหนัก หากอีกหลายหูก็ยังคงทำในสิ่งเดียวกันแค่แตกต่างออกไปก็เท่านั้น

สิ่งที่หนังแทรกใส่เข้ามา รายละเอียดและสัญลักษณ์ต่างๆ ดูมีเงื่อนงำชวนสงสัยไประหว่างทาง แม้กระนั้นคนดูก็ยังคงตกหลุมพรางที่หนังดักไว้เข้าอย่างจัง (แต่ถ้าคุณอ่านบทนี้ คุณอาจตื่นรู้แต่เตรียมตัวเตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ แล้วก็เป็นได้)

สามสิบนาทีแรกอาจจะเนิบนาบเชื่องช้า เล่าไปแล้วคนดูก็อาจจะสงสัยว่าไหนกันความหวือหวาที่เฝ้ารอ หนังให้เวลาช่วงนั้นเพื่อทดสอบการอดทนรอคอยของผู้คน เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อหนังเข้าสู่องก์ที่สองและองก์ที่สาม

เราจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความอึ้ง!

ความน่าสนใจก็คือ หนังอาจจะใบ้มาตลอดทาง แต่เราไม่รู้ไง องก์แรกที่ผ่านไปก็อาจจะสงสัยว่าแล้วเรื่องราวมันจะทำให้เราสนุกได้เหรอ หลังจากผ่านองก์นั้นไปแล้วเราก็ได้รู้ว่า ยังมีเรื่องราวให้ชวนติดตามอยู่ในองก์ที่เหลือ ที่จะทำให้ได้อึ้งและเหวอ เพราะไม่ทันคาดคิดนี่แหละ

post

รีวิว Cats

ขื่อหนัง :Cats
ขื่อไทย :แคทส์
แนว :มิวสิคัล/เด็กและครอบครัว
นักแสดงนำ :เทย์เลอร์ สวิฟต์
เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน
เจมส์ คอร์เดน
เจสัน เดอรูโล

Cats หรือชื่อไทยว่า แคทส์ ดัดแปลงจากละครเวทีสุดคลาสสิค มาเป็นภาพยนตร์มิวสิคัลสุดอลังกาล นำแสดงโดย Taylor Swift, Francesca Hayward, Idris Elba, Laurie Davidson และดารามากฝีมืออีกมากมาย เชิญพบกับละครเวทีที่ประสบความสำเร็จเป็นประวัติกาล

หลังจาก Cats ผลงานภาพยนตร์แนวดราม่า-คอมเมดี้-มิวสิคัลเรื่องล่าสุดโดยผู้กำกับ Tom Hooper จาก The Danish Girl, The King’s Speech และ Les Misérables ปล่อยตัวอย่างสู่สายตาสาธารณชน ก็ได้เกิดกระแสแอนตี้และมีฟีดแบ็คด้านลบจำนวนมากเกิดขึ้นในโลกออนไลน์

ที่เห็นชัดเจนสุดก็เห็นจะเป็นบน Youtube แหละครับ คอมเม้นต์ถล่มเพียบ และไม่ว่าจะกดดูตัวอย่างไหน ยอด dislike จะมากกว่ายอด like เสมอ โดยเฉพาะตัวอย่างแรกที่ยอดวิว 13 ล้าน มียอดถูกใจที่ 120k และมียอดคนชี้นิ้วโป้งลงถึง 320k เลยทีเดียว

เรื่องราวว่าด้วย Victoria แมวน้อยที่พึ่งถูกทิ้งให้กลายเป็นแมวจร จะต้องเอาตัวรอดในเมืองใหญ่ โดยที่จะต้องเผชิญกับแมวจรเจ้าถิ่น และค้นหาเป้าหมายจริงๆของน้องแมว ที่ท้ายสุดจะต้องการให้ถูกเลือกไปอยู่ในดินแดนแมวบนท้องฟ้า

จะว่ายังไงดีสำหรับเรื่องนี้ มันเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์แมวหน้าตาท่าทางเหมือนคน มาร้องเล่นเต้นรำให้เราได้ฟังกัน ด้วยความที่งานดีไซน์ตัวละคนมันพิสดาร CG ที่ได้มันเลยดูแปลกประหลาด ดูไม่เป็นธรรมชาติจริงๆ

คือผมเข้าใจนะว่าผู้สร้างได้เลือกให้ดาราดังๆ หลายคนมาร่วมเล่นเรื่องนี้ อยากให้มีหน้านักแสดงให้คนดูได้ยลโฉมระหว่างดูไปด้วย จะได้รู้ว่าดาราคนไหนเล่นเป็นแมวตัวไหน ผลที่ได้มันไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นจริงๆ ส่วนตัวผมเองนั้นถ้าให้เลือกระหว่างเห็นหน้าคนแบบนี้ อยากให้เป็นคนแต่งหน้าแต่งตัวเป็นแมวมากกว่าทำ CG ขนแมวใส่ตัวนักแสดง หรือไม่ก็ทำเป็น Animation Musical แบบ Frozen หรือหนัง Disney ไปเลยน่าจะน่าดูมากกว่านี้

ส่วนที่ดีที่สุดของเรื่องนี้คงจะเป็นบทเพลง และการร้องเพลงของนักแสดงแต่ละท่านจริงๆ ถ้าปิดตาแล้วฟังแต่เพลงไพเราะไม่น้อย โดยเฉพาะเพลง Memory และ Beautiful Ghost ที่ฟังติดหูเอามากๆ

post

รีวิว Polaroid

ขื่อหนัง :Polaroid
ขื่อไทย :โพลารอยด์ ถ่ายติดตาย
แนว :สยองขวัญ/กระตุกขวัญ
นักแสดงนำ :มาเดอลีน เพทสช์
เคธรีน เพรสคอตต์
ไทเลอร์ ยัง
คีแนน เทรซี

วันนี้เราะจะมารีวิวภาพยนต์สยองขวัญเรื่อง Polaroid 2019 กันว่าแย่อย่างที่เขาว่าจริงหรือเปล่า ภาพยนต์เรื่องนี้กำกับโดย Lars Klevberg เป็นผลงานที่ต่อยอดมาจากภาพยนตร์เรื่องสั้นที่ใช้ชื่อเดียวกัน ตามที่ได้ไปค้นคว้ามาทำให้รู้ว่าเรื่องนี้เคยถูกนำไปขึ้นหิ้งตั้งแต่ปี 2017 หลายคนเดากันไปต่างๆ นาๆ แต่คาดว่าเป็นเพราะปัญหาด้านการเงินทำให้การถ่ายทำยุติลง และตอนนี้มันก็หาทางกลับมาฉายใหม่ได้ในปี 2019 โดยมาพร้อมกับเรท PG-13 แต่เดียวก่อนสำหรับแฟนหนังสยองขวัญทั้งหลายอย่าเพิ่งเดินหนีกันไป เนื้อหาในเรื่องดูเหมือนจะไม่ค่อยตรงกับเรทที่กำหนดออกมาซักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นหนังที่สุดยอดอะไรขนาดนั้น ถ้ามันได้เรท R มาก็คงจะทำอะไรออกมาให้น่าตื่นตาได้มากกว่านี้ ถึงอย่างนั้นมันก็ค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องที่ดูแล้วสนุก แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกับอะไรกันล่ะ

หนังจะนำเสนอชีวิตของสาวคนหนึ่งชื่อ Byrd เป็นวัยรุ่นที่ค่อนข้างขี้สงสัย แล้วก็ออกจะขี้อายนิดๆ ไม่ค่อยเก่งในเรื่องการเข้าสังคม มีงานอดิเรกคือการถ่ายรูป วันหนึ่งเธอได้กล้องถ่ายรูป Polaroid มา และเธอรู้จักมันดีว่าเป็นกล้องที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงถึงแม้ว่าดูเก่าไปบ้าง เธอจึงตื่นเต้นที่ได้นำมันออกไปถ่ายรูปอย่างมาก อย่างไรก็ตามเจ้ากล้องตัวนี้มาพร้อมกับความสยองขวัญ ใครก็ตามที่ถูกถ่ายรูปด้วยกล้องตัวนี้ จะถูกทำเครื่องหมายแห่งความตาย แล้วแน่นอนพวกเขาจะต้องตายจริงๆ

ตัวภาพยนตร์จะมีการนำปูเนื้อเรื่องมาอย่างดี จะทำให้เรารู้จักกับตัวละครต่างๆ รวมถึงติดตามดูว่าพวกเขาจะทำอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะตามหาความจริงว่าที่แท้แล้วกล้องนี้มันมีที่มาอย่างไร เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เพื่อนของเธอและตัวเธอเองต้องโดนคุกคามจากอันตรายจากสิ่งเหนือธรรมชาติ นี่คือทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ มันค่อนข้างที่จะเป็นไอเดียที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แถมในตัวหนังก็มีอะไรหลายอย่างที่ทำออกมาได้ดีพอสมควร การแสดงก็โอเคโดยส่วนมาก

อย่างที่ผมบอกไว้แต่แรก ภาพยนตร์เรื่องนี้จะดีขึ้นมากถ้าหากพวกเขาใส่เรท R มาจริงๆ มันน่าเสียดายที่ถึงฉากคนตายแล้วกล้องต้องตัดไปถ่ายอย่างอื่น จนไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแม้ว่าจะได้ยินเสียงร้องของตัวละครก็ตาม ยิ่งเป็นคอสยองขวัญอย่างพวก Jigsaw หรือ Final Destination คงจะผิดหวังไม่น้อย ดังนั้นถ้าหวังว่าอยากจะดูฉากสยองจริงๆ เรื่องนี่อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับคุณ แต่ถ้าดูเอาสนุกก็ไม่เลวเลย

องราวของ เบิร์ด ฟิทเชอร์ ที่ได้พบกับกล้องโพลารอยด์ตัวหนึ่งในร้านขายของเก่า แต่แล้วเธอกลับพบว่าผู้ที่ถูกถ่ายด้วยกล้องตัวนี้ล้วนแต่จะต้องตายอย่างน่าสยดสยอง เธอและเพื่อน ๆ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกจากสถานการณ์นี้ก่อนที่ทุกคนจะถูก “มัน” ตามมาฆ่า!

หนังเปิดมาได้ค่อนข้างจำเจในระดับนึง คือการเล่าถึงเด็กสาววัยรุ่นที่มีปมในชีวิต กับเพื่อนๆ แก๊งที่พร้อมจะกลั่นแกล้งเธอตลอดเวลา เมื่อได้มาเข้าแก๊งจนกระทั่งเกิดเรื่อง เด็กสาวที่ดูเคร่งเครียดซีเรียสชีวิตก็โชว์สกิลการเอาตัวรอดให้เด็กมันดูซะเลย ซึ่งมันก็คือสูตรสำเร็จตามหนังสยองขวัญทั่วไป เพียงแต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือเรื่องของที่มาที่ไปของกล้องแหละครับ ซึ่งหนังปูได้น่าสนใจเลยทีเดียว

หนังไม่ได้เล่าอะไรมากในช่วงแรกเกี่ยวกับกล้อง ไปโฟกัสที่ตัวละครมากกว่า แต่พอเริ่มสืบสาวราวเรื่องไปเรื่อย กลับมีเรื่องราวชัดเจนมากขึ้น พอได้รู้ว่ากล้องเป็นมายังไ ก็เริ่มน่าติดตาม จนสุดท้ายก็มีการหักมุมเล็กๆ ให้คนดูเหวอนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เซอร์ไพรส์มากนัก เพราะมันเดาได้ไม่ยากว่าอะไรจะเป็นไปในรูปแบบไหน และจะถูกหักมุมยังไง ตัวละครมาบรรจบกันได้ยังไง ทุกอย่างเดาทางได้หมด

ความน่ากลัวของหนังเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง ข้อดีคือหนังทำได้ค่อนข้างน่ากลัว การหลอกให้คนดูสะดุ้งตามทำได้ถูกที่ถูกเวลาและมาอย่างต่อเนื่อง แต่มันก็มีข้อเสียคือหนังเรื่องอื่นมีฉากน่ากลัวยังไง หนังเรื่องนี้ก็มี ซึ่งมันคือความไม่สดใหม่ที่อยู่ในหนังสูตรสำเร็จ ตัวผีเองที่อยู่ในกล้อง ตอนแรกที่เป็นวิญญาณลึกลับก็น่ากลัวอยู่แต่พอยิ่งหนังเดินทางมาใกล้ถึงจุดจบของเรื่อง เหมือนคนเขียนบทเริ่มไอเดียพรั่งพรู กลับไปใส่พลังอำนาจให้กับผีเยอะแยะจนล้นไปหมด กลายเป็นว่าตอนท้ายๆ เรื่องผีเริ่มจะกลายพันธุ์เป็น X-Men ไปซะแล้ว แต่ถึงแม้ว่าผีจะพลังแกร่งกล้าแค่ไหน สุดท้ายวิธีปราบกลับง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ ทำให้เสียอารมณ์มากๆ อุตส่าห์นั่งลุ้นมาตั้งนาน