post

รีวิว 12 Strong

ขื่อหนัง :12 Strong
ขื่อไทย :12 ตายไม่เป็น
แนว :แอคชั่น/ภาพยนตร์ชีวิต
นักแสดงนำ :คริส เฮมส์เวิร์ท
ไมเคิล แชนนอน
ไมเคิล พีน่า
เทรวานเท โร้ดส์

บอกตรงๆ ว่าสัปดาห์นี้ไม่มีหนังที่ผมสนใจเลยสักเรื่อง เพราะมีหนังเข้าฉายแค่ 4 เรื่องเท่านั้น Animation กับหนังไทยอีกเรื่อง ตัดทิ้งได้เลย เหลือก็แค่เรื่องนี้กับ Bleeding Steel ซึ่งหนังสงคราม ผมก็เริ่มเอียนละ หนังเฉินหลงก็ไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่ แต่รอบที่ผมสะดวกดูได้มันมาประจวบเหมาะกับเรื่องนี้พอดี ก็เลยซื้อตั๋วเข้าไปดูซะ

12 Strong คือเรื่องราวของหน่วยเจ้าหน้าปฏิบัติการณ์พิเศษสหรัฐ 12 นายที่ถูกส่งไปยังอัฟกานิสถาน ในช่วงเวลาไม่ถึงสัปดาห์หลังเหตุการณ์ 9/11 เหล่าทหารต้องร่วมมือกับผู้นำกองกำลังฝ่ายเหนือ นายพลดอสตุม ในการต่อกรกับกองทัพตาลิบันที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า เพื่อนำสันติสุขกลับมาสู่แผ่นดินอีกครั้ง ผู้กล้าทั้ง 12 คนต้องขึ้นหลังม้าและร่วมรบเยี่ยงทหารม้าอัฟกัน แม้ว่าจะต่างสัญชาติ ต่างวัฒนธรรม แต่พวกเขาทั้งหมดต้องร่วมมือกันเมื่อต้องเผขิญหน้ากับศัตรูที่ไม่คิดจะจับใครเป็นเชลย

เอาจริงๆ ช่วงต้นเรื่องเป็นอะไรที่เนือยจนง่วงนอนเลยทีเดียว หนังค่อนข้างจะช้าจนอืด กว่าจะมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นมา กลายเป็นช่วงกลางๆ เรื่องไปซะแล้ว หนังมีตัวละครที่จะพาคนดูไปกับเรื่องราวถึง 12 คน แต่ก็ไม่ได้พาคนดูไปรู้จักตัวละครแต่ละคนสักเท่าไหร่ มีแค่ตัวเด่นอย่าง Chris Hemsworth และ Michael Shannon ที่ได้รับการแนะนำคร่าวๆ ส่วนตัวละครอื่น ก็ถูกรวบหัวรวบหางเข้าทีมเลย

หนังเนือยมาจนถึงช่วงกลางเรื่อง ความเข้มขันก็ค่อยๆ ถูกใส่เข้ามา ตัวละครเด่นของทีม มีเด่นจริงๆ 3 คน แต่ก็ไม่ได้ถูกกระจายความสำคัญสักเท่าไหร่ หนังดูเหมือนจะชู Chris Hemsworth ให้เป็นเดอะแบกของเรื่อง โดยไม่ได้สนใจตัวละครอื่นสักเท่าไหร่ แต่ก็มีตัวละครสำคัญอีกตัวอย่าง นายพลดอสตุม โผล่ออกมาเด่นแข่งกัน ซึ่งทีนี้ก็มีคนมาเป็นเดอะแบกคนที่สองแล้ว เพราะตัวนี้เด่นไม่แพ้พระเอกเลย

พอหนังพาคนดูเข้าสู่สมรภูมิรบ ทีนี้แหละคนที่หลับอยู่เป็นอันต้องตื่นแน่นอน เพราะหนังช่วงกลางไปจนถึงช่วงท้าย สนุกมาก ฉากขี่ม้าไล่ยิงศัตรูนี่เท่และแปลกเอามากๆ ไม่ค่อยเห็นจากหนังสงครามเรื่องอื่น ระเบิด ปืน รถยิงจรวด แต่ละฉากทำหน้าที่ของมันได้อย่างยอดเยี่ยม บวกกับฉากโลเคชั่นที่ดูสวยงาม ทำให้หนังดูเข้มข้นขึ้นกว่าช่วงแรกเยอะเลย

ความน่าเสียดายของหนังอย่างที่บอกไปตอนต้นว่า หนังมีตัวละครให้เล่นเยอะแยะมากมาย แต่หนังกลับใช้ไม่คุ้มเอาซะเลย กลายเป็นว่าบทไปโฟกัสที่ตัวพระเอกซะเยอะ เรียกว่าใช้งานตัวละครอื่นไม่คุ้มเอาซะเลย ซึ่งถ้าหนังสามารถกระจายบทให้ตัวละครอื่นๆ ได้บ้าง ก็น่าจะเอาอะไรบางอย่างของตัวละครพวกนั้นมาขยี้ในบทได้บ้างแหละ น่าเสียดาย

post

รีวิว deep blue sea 3

ขื่อหนัง :deep blue sea 3
ขื่อไทย :ฝูงมฤตยูใต้มหาสมุทร 3
แนว :ไซไฟ/สยองขวัญ
นักแสดงนำ :นาธาเนียล บูโซลิก
ทาเนีย เรย์โมนด์
เรนะ อาโออิ
Siya Mayola


ทะเลน้ำลึกสีน้ำเงินของปี 1999 คุณสมบัติของ Renny Harlin นำเสนอฉลามสู่บล็อกบัสเตอร์ในช่วงฤดูร้อนพร้อมด้วยปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่และการเน้นไปที่แอ็คชั่น ภาคต่อของซีรีส์ Deep Blue Sea 2 วางจำหน่ายในปี 2018 โดยไม่มีการประโคมหรือชมเชยอย่างมากถึงแม้ว่าฉลามที่ได้รับการปรับปรุงพันธุกรรมจะประสบความสำเร็จในบางสิ่งที่ฉลามก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้ – หนีจากการถูกจองจำ ในขณะที่รายการล่าสุดในแฟรนไชส์แอ็คชั่นสยองขวัญทางน้ำนี้ยังคงดำเนินต่อไปส่วนที่สองของปลาฉลามที่ห้อยต่องแต่งอยู่ แต่มันพยายามที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง ทะเลลึกสีน้ำเงิน 3 ดาว Tania Raymonde (Texas Chainsaw 3D, Lost)

ในฐานะ Emma Collins นักชีววิทยาทางทะเลกำลังศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศบนฉลามขาวที่ยอดเยี่ยมกับทีมของเธอบนเกาะ Little Little ที่ถูกทิ้งร้าง นอกเหนือจากผู้อยู่อาศัยสองคนสุดท้ายของหมู่บ้านชาวประมงที่ล่มสลายนี้พวกเขาถูกบังคับให้ต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดด้วยการมาถึงของฉลามตัวผู้ที่หลบหนีจากทะเลลึกสีน้ำเงินและทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งนำโดยอดีตของเอ็มม่าริชาร์ด (นาธาเนียลบูโซลิก) ตะครุบพวกเขา กำกับโดย John Pogue (กักกัน 2: The Terminal, The Quiet Ones) และเขียนโดย Dirk Blackman (Underworld: Rise of the Lycans), Deep Blue Sea 3

ไม่เสียเวลามากที่จะได้สนุกกับฉลาม ผู้ชมจะได้รับภาพรวมเพียงพอของเกาะกระท่อมเล็ก ๆ ซึ่งดูเหมือนไม่มั่นคงดังนั้นคุณจึงรู้ว่ามันจะให้อาหารสัตว์ที่เหมาะสมสำหรับการทำลายฉลามในภายหลัง การศึกษาที่งดงามของ Emma เกี่ยวกับคนผิวขาวผู้ยิ่งใหญ่และลำดับการดำน้ำที่งดงามและเงียบสงบนั้นถูกขัดจังหวะโดยทันทีเมื่อเธอพบซากซากที่ถูกทำลายเมื่อไม่นานมานี้ในเรือนเพาะชำของฉลาม การมาถึงของทีมวิทยาศาสตร์ทำงานเพื่อเพิ่มความตึงเครียดและส่งมอบการแสดงออกสำหรับผู้ที่ข้ามผ่านภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้า ฉลามตัวผู้ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุกรรมเหล่านี้เป็นข่าวร้าย แต่ก็มีการส่งทีมงานด้านศีลธรรมและเผด็จการมาเพื่อดึงพวกมันกลับมา

จากบทสนทนาไปจนถึงละครที่เกินเลยไประหว่างเอ็มม่าและแฟนเก่าของเธอภาคต่อนี้ไม่ได้มีข้ออ้างใด ๆ เกี่ยวกับประเภทของภาพยนตร์ที่ตั้งใจจะเป็น มันเป็นชีสชนิดที่แม่นยำที่คุณคาดหวังจากต้นตำรับ Syfy แต่มีการเคลือบเงาแบบสั่น ในขณะที่ Pogue มีนักแสดงของเขาเล่นมันก็เห็นได้ชัดว่าเจตนาเพียงอย่างเดียวที่นี่คือการนำความสนุกฉลามใบ้ เขาบุกเข้าไปในฉากแอ็คชั่นแนวหน้าและฉากมรณะขณะที่สปินใหม่ในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดจากภาพยนตร์ต้นฉบับ กล่าวอีกนัยหนึ่ง Deep Blue Sea 3 ดูเหมือนว่าต้องการที่จะเพิกเฉยต่อผู้บุกเบิกโดยการแสดงความเคารพต่อภาพยนตร์ภาคแรก

มีการระเบิดครั้งใหญ่บ้านที่กำลังจมและเหยื่อฉลามมากมายที่จะล่องเรือในน่านน้ำ การตั้งค่านี้หรือสคริปต์ที่แม่นยำกว่านี้ไม่อนุญาตให้ใช้ความตึงเครียดอย่างที่ภาพยนตร์ต้นฉบับทำได้ หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ได้มีทางเดินยาวหรือชิ้นส่วนที่น่าอึดอัดใจที่อนุญาตให้คนร้ายในน้ำขังเหยื่อ แต่ในขณะที่มีลำดับการดำน้ำไม่กี่แห่งที่เข้ามาใกล้เพื่อกระตุ้นความหวาดกลัวในระดับเดียวกัน Pogue ก็เข้ามามีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ยิ่งมันพุ่งทะลุไปและผ่านจุดสำคัญมากเท่าไร อวัยวะภายในลอยเลือดสีแดงของเมืองและสิ่งต่าง ๆ ก็โง่ อย่างน้อยหนึ่งความตายออกจากนักเขียนคนนี้ cackling เป็นเวลานานหลังจาก

ตามมาตรฐานทั่วไป Deep Blue Sea 3 ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดี เอฟเฟกต์ของฉลามนั้นสมจริงมากเหมือนในปี 1999 บทสนทนานั้นเป็น schlocky และเซ็ตอัพนั้นก็เหมือนกัน ไม่มีสิ่งใดที่สำคัญหากคุณมีเวลาที่ดี Deep Blue Sea 3 ไม่เคยรบกวนทั้งความพยายามที่จะเจาะลึกตัวละครหรือพล็อตของมันเพราะมันไม่ใช่ภาพยนตร์ประเภทนั้น หนังเรื่องนี้เป็นความบันเทิงในฤดูร้อนที่บริสุทธิ์ มันคล้ายกับการชมการแสดงผาดโผนในสวนสนุก Six Flags ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแสดงดอกไม้ไฟและการประทุษร้ายเหนือน้ำ คุณไม่ได้ไปที่สคริปต์ พวกเขาให้การพักผ่อนที่ดีจากการยืนอยู่ในคิวนั่งยาว ๆ

post

รีวิว deep blue sea 2

ขื่อหนัง :deep blue sea 2
ขื่อไทย :ฝูงมฤตยูใต้มหาสมุทร 2
แนว :ไซไฟ/สยองขวัญ
นักแสดงนำ :แดเนี่ยลล์ เซเวร์์
ร็อบ เมยส์
ไมเคิล บีช
นาธาน ลินน์

Carl Durant มหาเศรษฐีที่ที่เป็นกองทุนสำคัญกำลังทำการทดลองฉลามภายใต้โครงการลับร่วมกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเมื่อฉลามที่พวกเขาทดลองได้สร้างความเสียหายแก่พวกเขา หายนะจึงบังเกิด พวกเขาต้องเอาชีวิตรอดจากสิ่งที่พวกเขาทดลอง และ ดัดแปลงพฤติกรรมมันให้ได้

ฉากเปิดเรื่องดูน่าสนใจ ฉลามดูสมจริง วิวทิวทัศน์สวยดี แต่พอเข้าเรื่องแล้ว ดำเนินเรื่องช้ามาก การดำเนินเรื่องค่อนข้างน่าเบื่อดูแล้วจะหลับ บางฉากก็ฉายนานเกินซึ่งไม่มีความจำเป็น กว่าจะเกิดเรื่องก็เลยไปครึ่งเรื่องแล้ว เนื้อเรื่องเหมือนลอกเลียนมาจากเรื่อง Deep Blue Sea (2018) ฝูงมฤตยูใต้มหาสมุทร เลย ใช้ชื่อภาคสองแต่กลับไม่ได้ต่อเนื่องกัน เดาเรื่องง่ายมาก แถมยังจบทิ้งท้ายเหมือนมีภาคต่ออีก

post

รีวิว deep blue sea

ขื่อหนัง :deep blue sea
ขื่อไทย :ฝูงมฤตยูใต้มหาสมุทร
แนว :ไซไฟ/สยองขวัญ
นักแสดงนำ :แซฟฟรอน เบอร์โรว์ส
โทมัส เจน
แอลแอล คูล เจ
ซามูเอล แอล. แจ็กสัน

ทีมนักวิจัยในห้องทดลองลอยน้ำ แอควาติก้า กำลังล้อเล่นกับพระเจ้า และบัดนี้ความน่าสะพรึงกลัวของวันล้างโลกมาถึงแล้ว การทดลองของ ดร.ซูซาน แม็คอเลสเตอร์ (แซฟฟรอน เบอร์โรว์ส) เกือบจะเป็นการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ ด้วยการใช้ฉลามมาโค หนึ่งในเครื่องจักรสังหารธรรมชาติที่เร็วที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุด ดร.แม็คอเลสเตอร์ต้องการที่จะหาวิธี ที่จะเพาะเนื้อเยื่อสมองมนุษย์ขึ้นมาใหม่ แต่การไปถึงเป้าหมาย เธอต้อง ฝ่าฝืนจรรยาบรรณ การถ่ายพันธุ์ดีเอ็นเอของฉลาม ทำให้พวกมันฉลาดขึ้น เร็วขึ้น เปลี่ยนมันจากสัตว์อันตราย ไปเป็นสัตว์ประหลาดที่ดุร้าย

แต่แม็คอเลสเตอร์ มีสิ่งอื่นที่สร้างความวิตกกังวลมากกว่าสัตว์ทดลองอันตราย ทฤษฎีที่เป็นปัญหาของเธอก่อให้เกิดความตึงเครียด ระหว่างเธอกับเพื่อนร่วมงาน ลูกเรือแอควาติก้า หัวหน้าทีมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับฉลาม คาร์เตอร์ เบลค (โธมัส เจน) และ เชอร์แมน ดัดเลย์ (แอลแอล คูล เจ) เหตุการณ์ยิ่งบานปลายไปอีกเมื่อผู้ให้ทุนในการวิจัยรู้สึกกลัว และถูกขู่ให้ปิดกั้นชายฝั่งในของการทดลองที่ใกล้เข้ามา

ภายใต้การจับตามองของผู้สนับสนุนด้านการเงิน รัสเซลล์ แฟรงคลิน (ซามูเอล แอล. แจ็คสัน) ซูซานและทีมของเธอ ประสบความสำเร็จในการทดลอง ตัดแบ่งเนื้อเยื่อสมองจากฉลามมาโคที่ใหญ่ที่สุด เพียงแค่เสี้ยววินาทีต่อมา ฉลามร้ายได้ทำลายห้องทดลองจนพังไม่มีชิ้นดี พร้อมกับพายุโซนร้อนหมุนวนรอบๆแอควาติก้าที่กำลังจมลง บรรดานักวิทยาศาสตร์และลูกเรือพบว่า พวกเขากำลังถูกไล่ล่าจากฉลามสายพันธุ์ใหม่ที่น่ากลัวที่สุด พวกเขาต้องต่อสู้กับปีศาจร้ายที่ช่วยกันสร้างขึ้น

post

รีวิว Death Wish

ขื่อหนัง :Death Wish
ขื่อไทย :นักฆ่าโคตรอึด
แนว :แอคชั่น/กระตุกขวัญ
นักแสดงนำ :บรูซ วิลลิส
คามิล่า มอร์โรน
เอลิซาเบธ ชู
วินเซ็นต์ โดโโอโนฟริโอ

เดิมทีนิยายเรื่อง Death Wish (1972) เคยถูกดัดแปลงเป็นหนังแอ็คชั่นแนวศาลเตี้ยชื่อดังออกฉายปี 1974 (ชื่อไทย ล้างบัญชียมบาล) และส่งให้ชื่อชาร์ล บรอนสัน ดาราหนุ่มเคราเฟิ้มมาดนิ่งโด่งดังเป็นพลุแตกจนมีแฟรนไชส์หนังของตัวเองถึง 4 ภาค โดยสิ่งที่น่าสนใจคือการดัดแปลงแต่ละครั้งตัวละครหลักอย่าง พอล เคอร์ซีย์ มีอาชีพไม่ตรงกับหนังสือซักเรื่อง โดยในหนังสือ พอล มีอาชีพเป็น นักบัญชี แต่หนังฉบับชาร์ล บรอนสัน มีอาชีพเป็น วิศวกร ส่วนฉบับล่าสุดของ บรูซ วิลลิส กลับกลายเป็นหมอ ซึ่งก็ทำให้เกิดธีมบางอย่างที่น่าสนใจขึ้นกับ Death Wish ฉบับปี 2018 ไม่น้อยเลยทีเดียว

โดยเรื่องราวของ Death Wish เวอร์ชั่นนี้ยังคงอ้างอิงตามโครงเดิมคืออันว่าด้วยคุณหมอดวงซวยอย่าง พอล เคอร์ซีย์(บรูซ วิลลิส) ที่ถูกโจรบุกบ้านในคืนที่เขาติดงานด่วน โดยพวกโจรใจเหี้ยมฆ่า ลูซี่ (อลิซาเบธ ชู) ภรรยาของเขา และทำร้าย จอร์แดน (คามิลา มอโรเน) ลูกสาวของเขาจนโคม่า ด้วยความคับแค้นใจที่นักสืบ เควิน เรน (ดีน นอริส) ไม่สามารถตามตัวคนร้ายได้ เขาจึงเริ่มออกไล่ล่าคนชั่วจนตัวเองเสพย์ติดความรุนแรง ในขณะเดียวกันสังคมก็เริ่มตั้งคำถามถึงการเป็นศาลเตี้ยของเขา ว่าเป็นสิทธิในการทวงความยุติธรรมหรือเป็นการลดความน่าเชื่อถือของกฎหมายกันแน่

สิ่งที่พอเดาได้ว่าบทหนังของ โจ คาร์นาฮาน แห่ง The A Team และ Smokin’ Aces เลือกดัดแปลงให้พอล เคอร์ซีย์เป็นหมอ น่าจะเป็นการกำหนด ธีม ความขัดแย้งระหว่างการเป็นหมอ ผู้รักษาชีวิต และการเป็นนักฆ่าจากความแค้น ซึ่งทำให้ตัวละคร พอล เคอร์ซีย์ น่าสนใจไม่น้อย และโจก็สามารถถักทอเรื่องราวของคุณหมอ พอล ได้น่าเห็นใจและไม่ด้อยสติปัญญาในการแก้ปัญหาตอนท้ายเรื่อง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นในการวางปมการกระทำตัวละครที่โจ คาร์นาฮานช่ำชองอยู่แล้ว

แต่กระนั้นสิ่งหนึ่งที่เนื้อหาของ Death Wish ฉบับนี้พยายามสร้างความแตกต่างคือการนำเรื่องราวของบทบาทโซเชี่ยล มีเดียและการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อในสังคมออนไลน์มาคอยย้ำเตือนสติของคนดูไม่ให้เอนเอียงต่อการกระทำของ พอล เคอร์ซีย์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ถามว่ามันส่งผลอะไรกับโครงเรื่องหรือไม่ คำตอบคือ ไม่เลยครับ ฉากที่รายการวิทยุวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของพอล กลับกลายเป็นส่วนเกินที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของหนังเท่าไหร่นัก มิหนำซ้ำการที่หนังดึงเรื่องการโพสต์วีดีโอลงโซเชี่ยล มีเดีย กลับยิ่งทำให้เห็นความด้อยปัญญาของตำรวจหนักเข้าไปอีก โดยเฉพาะ นักสืบ เควิน เรน ที่เจอหน้าอีกตา พอล แทบทุกวันแต่กลับไม่สงสัยอะไรเลย แถมตอนออกไปสืบสวนที่เกิดเหตุยังแสดงความเป็นตัวตลกมากกว่าการเป็นนักสืบอาชีพเสียอีก ดังนั้นในส่วนเนื้อหาจึงถือว่ามีหลายจุดที่ขาดความสมเหตุสมผลไปพอสมควร

แต่กระนั้น เนื่องจากหนังได้ อีไล รอธ แห่งหนังเฉือดโหดเลือดสาดอย่าง Hostel  มากำกับ ผลลัพธ์คือทำให้ Death Wish ฉบับนี้มีส่วนผสมของหนัง Tortured  Porn ที่น่าจะเสียใจคอหนัง ‘ทรมานบันเทิง’ ไม่น้อย เพราะอีไล รอธ จัดเต็มทั้งเลือด ทั้งหัวแบะ แบบไม่ต้องสนเรตอื่นนอกจาก R ซึ่งก็ทำให้หนังมีความเป็นแอ็คชั่นที่โหดสะใจแบบเฉพาะตัวไม่น้อย และยังอารมณ์ขันที่เวิร์คบ้างไม่เวิร์คบ้างที่มาชดเชยกับความบกพร่องในการเล่าเรื่องไปได้อย่างดี

ด้าน บรูซ วิลลิส ก็ทำหน้าที่ตัวเองได้เป็นอย่างดี จนทำให้ Death Wish กลายเป็นหนังปลุกผี แอ็คชั่นสตาร์สไตล์คนอึดตายยากได้เป็นอย่างดี และยังทำให้เห็นว่าแม้อายุอานามไม่น้อยแล้ว แต่เสน่ห์ความกวนฉบับ จอห์น แมคเคลนแห่ง Die Hard ยังคงเข้มข้นอยู่เสมอ

สรุปแล้ว Dead Wish เวอร์ชั่นนี้ถือว่าสร้างความแตกต่างจากเวอร์ชั่นก่อนได้ดีทีเดียวแม้จะบกพร่องในด้านความน่าเชื่อถือของบทหนังไปบ้าง แต่ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุก ความโหดของฉากแอ็คชั่นรวมถึงการได้เห็น บรูซ วิลลิส กลับมาพะบู๊ให้หายคิดถึงก็เพียงพอแล้วสำหรับคอหนังแอ็คชั่นเอามันส์เรื่องหนึ่ง

post

รีวิว l Gods of Egypt

ขื่อหนัง :l Gods of Egypt
ขื่อไทย :สงครามเทวดา
แนว :แอคชั่น/ภาพยนตร์แนวแฟนตาซี
นักแสดงนำ :เจอราร์ด บัตเลอร์
นิโคไล คอสเตอร์-วัลดาอู
เบรนตัน ทเวทส์
เอโลดี้ ยุง

อาทิตย์นี้ผมว่าหลายๆ คนเทใจไปให้กับหนังมหาเทพอย่าง Gods of Egypt เรื่องนี้แน่นอน เพราะเรื่องอื่นที่เหลือ ก็คงมี Zootopia อีกเรื่องที่น่าสนใจ แต่ 80% เชื่อว่าคงชี้เป้าไปที่เรื่องนี้แน่ๆ ด้วยตัวอย่างที่ตัดออกมาดูอลังวังเวอร์ขนาดนั้น ตอนแรกนึกว่าการ์ตูนเซนต์เซย่า แต่พอเข้าไปดูจริงมันก็คนละเรื่องเลย

ods of Egypt ถ่ายทอดเหตุการณ์ในโลกมนุษย์เมื่อ “เซธ” (เจอราร์ด บัตเลอร์) เทพเจ้าแห่งทะเลทรายซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่าชั่วร้ายและเหี้ยมโหดที่สุด กลายเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด ส่งผลให้โลกทั้งใบตกอยู่ภายใต้ความวุ่นวายและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง “ฮอรัส” เทพเจ้าแห่งท้องนภา (นิโคไล คอสเตอร์ วัลดาอู) จึงร่วมมือกับเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญ เบ็ค (เบรนตัน ทเวทส์) เพื่อหาทางโค่นอำนาจของเซธลงให้ได้

จริงๆ ถ้าพูดถึงเนื้อหาจริงๆ ของหนังค่อนข้างจะลิเกจักรๆ วงศ์ๆ มากๆ น้องฆ่าพี่ ชิงบัลลังก์จากหลานชาย ซึ่งบทไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ดูได้เรื่อยๆ เดาทางง่าย เป็นหนังตำนานเทพที่มีพล็อตเรื่องค่อนข้างเชย มีน้ำเน่าเห็นเงาจันทร์แทรกอยู่ให้สวยงามตามท้องเรื่อง พระเอกนางเอกพ่อแง่

อน พระรองนางรอง สู้เพื่อรักแท้ อูยยยยยย มีเล่นมุขตลกฝืดบ้างคละเคล้ากันไป ประเด็นงคุณธรรมนำทางสว่าง ไม่ต้องหวังว่าจะซึ้งกินใจ เพราะทุกอย่างเป็นแพทเทิร์นเดิมๆ แทบจะทั้งสิ้น

สิ่งที่ทำให้หนังสนุกเกินที่ควรจะเป็น คือเรื่องของฉาก CG และฉากแอ็คชั่นนี่แหละ ที่ทำออกมาได้มันส์เหลือเกิน มันส์ชนิดที่เรียกว่าลุ้นกันไม่ติดเบาะ ฉากต่อสู้ทำได้ดีมากๆ มีการใช้ super speed และ super slow motion สลับกันเพื่อความมันส์ถึงใจ อีกอย่างที่ทำให้หนังดูสนุกคือ พัฒนาการของตัวละครในเรื่อง ทั้งตัวเอกและตัวร้าย ตัวเอกก็ต้องพัฒนาตัวเองตั้งแต่ศูนย์ จนถึงขั้นต่อกรกับตัวร้ายได้ ตัวร้ายก็มีพัฒนาการทางด้านไอเท็มเพิ่มพลังอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนดูตื่นเต้นกับการเลเวลอัพของตังละคร แต่ข้อเสียที่มาหักล้างกับความดีตรงนี้คือ เลเวลอัพแล้วไม่ได้เอาพลังจากไอเท็มมาใช้ให้เห็นสักเท่าไหร่

ตัวนักแสดง คนแรกไม่พูดไม่ได้ ถือว่าเป็นตัวเด่นสุดในเรื่อง ยิ่งกว่าพระเอกพระรองคู่หูคู่ฮาอีก คือ Gerrard Butler นี่แหละ ถึงคาแรคเตอร์จะออกไปทางเหมือนกับนักรบ 300 แต่การแสดงยังฉายแสงอย่างสุดยอดไม่ทิ้งลาย คนที่สองคือ Nikolaj Coster Waldau นักแสดงจากบท เจมี่ แลนนิสเตอร์ ใน Game of Thrones ตอนอยู่ใน GOT ก็มือด้วน มาใน GOE ก็ตาบอดอีก จะอาภัพไปไหน แต่เรื่องนี้บทไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่ ถึงแม้จะเป็นพระเอก แต่บทยังดูไม่เด็ดเท่าพระรองอย่าง Brenton Thwaites ที่เคยเล่นเรื่อง Maleficent ซึ่งพูดตรงๆ นักแสดงคนนี้ถึงหน้าตาจะคล้าย ณเดชน์ แต่บทที่ได้รับแต่ละเรื่อง ไม่ได้ทำให้เด่นขึ้นมากว่าตัวละครอื่นๆ ในแต่ละเรื่องเลย เรื่องนี้ก็เหมือนจะเด่น แต่แต่ละครั้งที่ออกมา มันเหมือนจังหวะมันผิดตลอดทำให้ดูน่ารำคาญและดูประดิษฐ์เกินไปจนดูขัดไปหมด ส่วนน้องนางเอก  Courtney Eaton จาก Mad Max: Fury Road ก็หน้าละม้ายคล้าย ญาญ่า ซะงั้น ใครนะช่าง cast ตัวละครเหมือนเอาใจแฟนคลับ NY ในไทย 555 น้อง Courtney ไม่ใช่หน้าเหมือนอย่างเดียวนะ การแสดงยังคล้ายมากๆ ด้วย ต้องไปดู แล้วจะรู้ แต่บทน้อยไปหน่อย

สรุปเลยละกัน ถึงเนื้อเรื่องมันจะไม่ได้สนุกอะไรมากมาย ออกจะซ้ำซากและลิเกไปหน่อยก็เถอะ แต่ด้วยฉาก CG และ action ที่ทำออกมาได้เจ๋งฝุดๆ ทำให้หนังเรื่องนี้มีอะไรมากขึ้น และเกิดเป็นความสนุกมากกว่าที่มันควรจะเป็นด้วยซ้ำ

post

รีวิว Trainspotting

ขื่อหนัง :Trainspotting
ขื่อไทย :แก๊งเมาแหลก พันธุ์แหกกฎ
แนว :อาชญากรรม/บันเทิงคดีอาชญากรรม
นักแสดงนำ :ยวน แม็คเกรเกอร์
จอห์นนี ลี มิลเลอร์
โรเบิร์ต คาร์ลิล
อีเวน เบรมเนอร์

trainspotting รีวิว ซึ่งหนังนั้น เป็นภาพยนตร์ แนวแอ็กชันดราม่า ของอังกฤษปี 1996 เป็นหนังในช่วงยุค 90s ที่ชอบมาก ๆ เรื่องนึงเลย ที่กำกับโดย Danny Boyle และนำแสดงโดย Ewan McGregor , Ewen Bremner , Kevin McKidd , Robert Carlyle , Miller , Jonny Lee และ Kelly Macdonald หนังมีการเปิดตัวครั้งแรก ในอังกฤษเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ปี 1996 

ตัวละครในเรื่องนี้ จะจัดอยู่ ในประเภทของ subculture ในเรื่องของ การแต่งกาย และ เรื่องวิถีชีวิต ที่จะเป็นแบบ พังค์ ซึ่ง Renton ตัวละครหลัก ของหนังนั้น เป็นพวกที่ ต่อต้านทุนนิยม แบบสุดโต่ง ถือว่าเป็นแนวคิด ของพวก punk

ในเรื่องได้กล่าวถึง วัยรุ่นชาวสก็อต ที่อยู่ในช่วงที่ มีปัญหาใหญ่มาก ของชนชั้นแรงงาน ในยุค 80s เป็นต้นมา

วกผู้ชายในเรื่องนี้ เลยมีลักษณะจาก working class พวกที่แต่งตัวดูเนี๊ยบ กลับมาเป็น underclass แปลว่าพวกที่ทำตัว แปลกแยกออกจากสังคมปกติ การติดยา หรือสภาพชีวิต แบบนี้จะ มองว่าเป็น ภาพแทนชีวิต อย่างสุดโต่งเลยก็ได้

ซึ่งในเรื่องนั้น เฮโรอีนจะ อุปมาอุปไมย หมายถึงการตอบสนองความต้องการ ที่ไม่มีแก่นสาร ต่อชีวิต ก็เหมือน ลักษณะสังคม ที่เสพติดการเสพวัตถุ หรือวัตถุนิยมนั่นเอง

ตัว Renton นั้นก็จะมีกลุ่มเพื่อน ๆ ของเค้า ซึ่งประกอบด้วย Spud , Begbie , Sickboy , tommy แต่ละคน จะเป็นตัวเพิ่ม สีสันให้กับ หนังเรื่องนี้ ในเรื่องราวของ Reton “เลือกใช้ชีวิต เลือกงาน เลือกอาชีพ เลือกครอบครัว…”

นี่คือเรื่องราว ของ Reton กับพวก เพื่อนของเขา แก๊งวัยรุ่นขี้ยาทั้ง 4 คนใน สก๊อตแลนด์ ที่ไม่ได้มีเป้าหมายใด ๆ ในชีวิตและใช้เวลาวัน ๆ หมดไปกับเพื่อนแท้อย่าง เฮโรอีน เซ็กซ์ และฟุตบอล ตามแนวทางปรัชญา อันหอมหวาน บนแฟลตรูหนูที่เอดินเบิร์ก

ที่มีทั้ง ขี้แพ้ ขี้โกหก โรคจิต และขี้ยา ในภาพยนตร์ ทั้งฮา และยังแทงใจ ซึ่งกล่าวถึง มิตรภาพและความผูกพัน ของพวกเขา ที่ค่อย ๆ พังพินาศ เพราะการกระทำ ที่ดูเหมือนจะมีแต่ ทำรายตัวเอง เข้าไปทุกวัน

และมาร์คเป็นคนเดียว ที่มองเห็น และมีโอกาส ที่จะหนีไป จากเคราะห์กรรมอย่างนี้ แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ เขาอยากที่จะได้ เลือกใช้ชีวิตเอง ผ่านในวิถีชีวิต ส่วนหนึ่งของเขานั่นเอง ในภาคแรก

ตัวหนังมันเป็นใน สไตล์ดิบถ่อย แถมเถื่อน พวกแก๊งเด็กเหลือขอพวกนี้ เล่นยาไป ก็ตั้งคำถามกับชีวิตไป พร่ำเพ้อถึงแต่ ทางเลือกของมนุษย์ ที่เกิดมา และสุดท้ายแต่ละคน ก็เลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองแบบพัง ๆ

ทิ้งให้เพื่อนทุกคน ที่เหลืออยู่ จำเป็นต้องเผชิญหน้า กับชะตาชีวิต อันแสนเลวราย กันต่อไป โดยทุกคนนั้น ต่างก็มี เส้นทางชีวิต เป็นของตนเอง ซึ่งก็เฮงซวย ไม่ได้ต่างอะไรไปจาก 20 ปี ก่อนหน้านี้เลย (555+)

ส่วน Reton ตกลงใจที่จะ กลับไปยัง เอดินเบิร์กอีกครั้ง เพื่อเจอกับเพื่อนเก่าอย่าง Spud ที่ติดยาขั้นหนัก จนถึงกระทั่ง คิดที่จะฆ่าตัวตาย รวมทั้ง Sickboy ที่จะต้องรับช่วงต่อ ธุรกิจบาร์ ที่กำลังจะเจ๊ง จากบิดาของเขา

การกลับมารวมตัวในคราวนี้ นำพวกเขาไปสู่ การเกี่ยวพัน กับด้านมืดของ ธุรกิจที่ทุจริต และก็การแบล็กเมล์ครั้งยิ่งใหญ่ รวมทั้งการเผชิญหน้า กับปัญหาเก่าของเพื่อนสนิทอย่าง Begbie ที่ได้ออกมา จากเรือนจำ แล้วก็เริ่ม ที่จะไล่ล่า

ผู้กำกับ Danny Boyle เน้นไปที่ การตามไล่ล่า ทวงแค้นของเพื่อนอย่าง Begbie มากกว่าหนังในภาคแรกที่ กว่าครึ่งเรื่อง มีแต่ฉากเล่นยา ขณะเดียวกันนั้น ก็พยายามดึงความทรงจำเก่า ๆ จากภาคแรก ให้เชื่อมโยงกัน

ให้คอหนังรุ่นใหม่ ได้เข้าใจ ถึงที่มาที่ไป Reton ในภาคนี้เปลี่ยนจากการคร่ำครวญ เรื่องความเป็นอยู่ของชีวิต มาเป็นการเสียดสี โลกสังคมสมัยใหม่ ที่เข้ามาแทน

ซึ่งจุดนี้ Danny Boyle เคยอธิบายว่า ตัวเขานั้นได้สร้างบรรยากาศใหม่ ขึ้นมาให้คนดู อินกับบรรยากาศ จากยุค 90 มาเป็น ช่วงต้นยุค Millennials มากขึ้น หนังเรื่องนี้ได้กล่าวถึง ในช่วงของคาบเกี่ยว

การเปลี่ยนแปลงใน ด้านวิถีชีวิต ดนตรี ที่ผ่านในแต่ละยุค แต่ละสมัยอีกด้วย กับการกลับมา ทวงบัลลังก์ของพวก วิสกี้ขี้ยา แน่นอนว่า ถ้าย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน หนังคัลท์ฟอร์มเล็ก

เงินทุนน้อยอย่าง Trainspotting แทบจะไม่ได้ อยู่ในความทรงจำ ของคอหนังบ้านเรา แต่ในชั่วโมงนี้ ถือได้ว่า มันกลับกลายเป็น หนังอินดี้ภาคต่อ ที่คนดูหนังบ้านเรา กลับเฝ้ารอคอยกัน อย่างใจจดใจจ่อ เป็นหนังที่ถือว่าดี เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ที่มาแนะนำ ให้ท่านได้ หาดู และหามา รับชมกัน

post

รีวิว The Raid2

ขื่อหนัง :The Raid2
ขื่อไทย :ฉะ! ระห้ำเมือง
แนว :แอคชั่น/บันเทิงคดีอาชญากรรม
นักแสดงนำ :อิโก อูไวส์
จูลี่ เอสเตลล์
ยายาน รูเฮียน
Cecep Arif Rahman

ให้ 9/10 สำหรับแอคชั่นและความมันส์ซึ่งใช้ศิลปะการต่อสู้แบบอินโดผสมผสานเข้าด้วยกัน…..คำเตือน: เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้เป็นโรคหัวใจ กลัวเลือด หรือจิตใจอ่อนแอ ไม่เหมาะแก่การชม และอย่าดูแค่รูปร่างหน้าตาคนเล่นเพราะของเขาดีจริง และยังพอมีคนหล่อๆสวยๆให้ดูอยู่บ้าง 3-4 คน……

ชื่อไทย “ฉะ! ระห้ำเมือง” ไม่ได้พิมพ์ผิดแต่อย่างใด แต่เป็นความตั้งใจของคนตั้งชื่อหนัง เพราะมันเกินกว่าคำว่า “ระห่ำ” ซึ่งอิชั้นก็เห็นด้วยว่า “มันระห้ำจริงๆ!” อย่าดูถูกหนังอินโดนะจ๊ะ ของเค้ามาๆ แต่กำกับ เขียนบท และตัดต่อโดยชาวเวลส์ที่ชื่อ Gareth Evans

ภาคนี้เป็นภาค 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อจากภาคแรกที่พระเอกซึ่งเป็นหนี่งในหน่วยสวาทบุกเข้าไปทลายแก๊งมาเฟียที่ตึกแห่งหนึ่งและโดนรุมออกมาไม่ได้ คล้ายๆ Brick Mansion (2014) และ B13 (2004) ส่วนภาคนี้จะเป็นหลังจากที่พระเอกออกมาจากตึกได้แล้ว และต้องยอมไปเป็นสายลับปลอมตัวเข้าไปอยู่กับอีกแก๊งหนึ่ง…เหตุการณ์ต่อกันจริง แต่แทบไม่แตะเนื้อเรื่องในภาค 1 เพราะฉะนั้นไม่ต้องดูภาค 1 ก็ดูรู้เรื่องค่ะ

ภาคนี้ขอยอมรับเลยว่าสนุกกว่าภาค 1 เยอะๆ เพราะภาค 1 เนื้อเรื่องไม่ค่อยมี มีแต่แอคชั่นล้วนๆค่ะ แต่ภาค 2 มีเนื้อเรื่องที่ถึงแม้ว่าจะเป็นตามขนบหนังสายลับฮ่องกง แต่มันก็เล่าและขับเคลื่อนหนังได้ดีพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ผูกเรื่องแน่นอะไรมากมายแบบ Infernal Affairs นะคะ ส่วนภาพและสีในหนังจะค่อนข้างมีสีเทาๆทั้งเรื่อง ไม่มืดและไม่สว่าง สีเหมือนฝนกำลังจะตกอยู่ตลอดเวลา การออกแบบซีนและมุมกล้องโอเคเลยค่ะ บางซีนถึงขั้นดีและสวยทีเดียว มี 1 ซีนก่อนฉาก Climax โกงความตายได้น่าเกลียดนิดนึงแต่ให้อภัย เพราะไม่งั้นหนังจะไม่เคลื่อน ตัดภาพดี และเสียงแน่นมาก

ออกแบบฉากแอคชั่นและต่อสู้ได้ดีมากๆ มันส์มากๆ โหดมากๆ ดิบมากๆ เลือดสาดกระจาย ประมาณว่า “ช่วยเซ็นเซอร์หน่อยก็ดีนะจ๊ะ” หรือ “เปลี่ยนมุมกล้องและส่งมาแต่เสียงให้ได้ยินก็พอแว้ววว” แต่เป็นฉากแอคชั่นที่ดูแล้วสะใจมาก ชอบแต่แอบเหนื่อย และถึงแม้ว่าจะมีในส่วนเนื้อเรื่องคั่นเป็นระยะๆก็ยังเหนื่อยอยู่เพราะเนื้อเรื่องก็หนักใช้ได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แน่นอะไรมากมายก็เถอะ (มีผู้หญิงบางคนลุกออกจากโรงก่อน เพราะหนังสนุก แต่ต่อสู้โหดและนานมากถึง 3 ชม.)

ฉากแอคชั่นให้อารมณ์เหมือนหนังเกาหลีอย่าง The Man From Nowhere แต่ดูสมจริงมากๆและไม่เก๊กให้ดูเท่ การออกแบบตัวละครผู้ร้ายคู่ชายหญิงคล้ายๆออกมาจากการ์ตูน แต่ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ เข้ากับหนังได้ดีและเก๋มาก

post

รีวิว 10 Things I Hate About You

ขื่อหนัง : 10 Things I Hate About You
ขื่อไทย : 10 กฎเฮ้วเด็ดหัวใจเฮี้ยว
แนว : โรแมนติก/ตลก
นักแสดงนำ : ฮีธ เลดเจอร์
จูเลีย สไตล์ส
โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์
ลาริซา โอเลย์นิก

ภาพยนตร์รอมคอมสูตรสำเร็จ (Romance, Comedy) ที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของ William Shakespeare (เชกสเปียร์) เรื่อง The Taming of the Shrew โดยผู้กำกับ Gil Junger มือฉมังแห่งสายนี้โดยเฉพาะ ที่ส่วนใหญ่นั้นมีผลงานโลดแล่นอยู่วงการหนังจอแก้ว (TV Series และ TV Movie) ซะมากกว่า . . ซึ่งภาพยนตร์อย่าง 10 Things I Hate About You ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่การเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางของหมู่วัยรุ่นอเมริกา ถึงขนาด 10 ปีต่อมาได้มีการนำมาสร้างใหม่ในฉบับทีวีซีรี่ย์ โดยผู้กำกับคนเดิมเลยทีเดียว

มันเริ่มต้นที่ Cameron (Joseph Gordon) หนุ่มน้อยหน้าหวานเพิ่งย้ายมาใหม่ เผอิญไปตกหลุมรักสาวในฝันอย่าง Bianca (Larisa Oleynik) ที่กำลังอยู่ในภวังค์ของการค้นหาความหมายคำว่า “รัก” แต่เธอกลับโดนกฎคุณพ่อจอมโอเว่อร์ ว่าถ้า Kat (Julia Stiles) พี่สาวเธอไม่เที่ยว เธอก็ห้ามเที่ยว , พี่สาวเธอไม่มีแฟน เธอก็ห้ามมี และความที่ Kat เป็นตัวของตัวเอง และไม่ชอบทำตามใคร จึงเป็นเรื่องยุ่งที่เธอไม่ยอมมีแฟน และออกเดทกับใครง่ายๆซักที Cameron จึงต้องจัดแจงวางแผนกับเพื่อนซี้ เพื่อจ้างหนุ่มแบดบอยหัวรั้นที่สุดของโรงเรียน (Heath Ledger) มาพิชิตใจ Kat ให้จงได้

หนังโดดเด่นในด้านของเพลงประกอบเป็นอย่างมาก โดยการนำเพลงดังสุดฮิตยุค 70-80 อย่าง I Want You To Want Me ของวง(ดั้งเดิม) Cheap Trick หรือเพลงอมตะอย่าง Can’t Take My Eyes Off You ของ Frankie Valli and The Four Seasons ร่วมในฉากที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายๆคน . . นอกจากนี้หนังยังมีการสาดมุกแบบไม่ยั้ง ทั้งมุขเล็กมุขใหญ่ ที่ต้องโดนกันเข้าซักอันไม่เล็ดลอดผ่านไปแน่ บวกกับทีมนักแสดงวัยรุ่นพุ่งแรงในยุคนั้นแต่ละคน ทั้ง Heath Ledger , Larisa Oleynik , Joseph Gordon-Levitt และ Julia Stiles ที่กำลังขยับจากงานซีรี่ย์ มาเล่นหนังจอเงินอย่างเต็มตัว

ทั้งนี้ตัวหนังก็อุดมไปด้วยประเด็นของการเป็นวัยรุ่นยิบย่อย ไม่ว่าจะเรื่องช่วงการเปลี่ยนแปลงเพื่อค้นหาความเป็นตัวของตัวเอง ความรัก การตัดสินใจ และมุมมองความห่วงใยของผู้ปกครอง ตามประสาหนัง High School ที่มีให้ใช้กันทั่วไป ไม่นอกเหนือหรือมากมายไปกว่านี้ซักนิดเดียว . . เพราะฉะนั้นตลอดระยะเวลาเกือบ 100 นาที จึงเต็มไปด้วยการพยายามสร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้ได้มากที่สุด จากความสัมพันธ์ของตัวละครทั้ง 6 คน . . การส่งเสริมของหนังช่วงหลัง จึงตกไปที่การใช้พลังของบรรดาเหล่านักแสดงด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งจุดนี้ก็ถือว่าทำได้สมราคาภาษีแต่ละคนเลยทีเดียว
.

post

รีวิว The Old Guard

ขื่อหนัง : The Old Guard
ขื่อไทย : ดิ โอลด์ การ์ด
แนว : แอคชั่น/ภาพยนตร์แนวแฟนตาซี
นักแสดงนำ : ชาร์ลีซ เทรัน
กีกี้ เลย์น
แฮร์รี่ เมลลิ่ง
มาทิอัส โชนาร์ท

หนังเรื่องนี้ไม่ตั้งชื่อไทยให้เมื่อยตุ้ม ใช้แบบทับศัพท์กันไปเลย ดิ​ โอลด์ การ์ด เรื่องราวของทีมเล็กๆ ทีมหนึ่งที่มีกันอยู่สี่คนอันประกอบไปด้วย แอนดี้ (Charlize Theron จากหนัง Atomic Blonde และ Mad Max: Fury Road)​ หญิงสาวผู้นำทีมที่มีอายุยืนยาวที่สุด, บุคเกอร์ (Matthias Schoenaerts จาก A Hidden Life และ The Danish Girl) ชายชาวฝรั่งเศสที่เคยเป็นทหารของนโปเลียน, โจ (Marwan Kenzari จาก Aladdin กับ What Happened to Monday) และนิกกี้ (Luca Marinelli) สองคนที่เคยเป็นฝ่ายตรงข้ามกันมาก่อนในสงครามครูเสดก่อนจะกลายมาเป็นคู่ชีวิตของกันและกัน

พวกเขามีความพิเศษเหนือมนุษย์นั่นคือ พลังในการรักษาตัวเอง แม้จะโดนยิงจนเสียชีวิตไปแต่พวกเขาก็จะฟื้นกลับมามีชีวิตใหม่ กระสุนที่เคยฝังอยู่ก็ถูกเด้งออกมา แผลหายสนิทราวกับไม่เคยมีถูกกระสุนเจาะเลือดเนื้อมาก่อน

พวกเขารวมตัวกันด้วยพลังที่เหมือนกัน อยู่อาศัยบนโลกมานานแต่ต้องซุกซ่อนตัวไม่อยู่ในสังคม รับงานเบื้องหลังอย่างช่วยชีวิตตัวประกันอะไรพวกนี้

หนังเรื่องนี้พาเราไปรู้จักกับทีมซูเปอร์ฮีโร่ที่เราไม่เคยรู้ถึงการมีของพวกเขามาก่อน การที่พวกเขามีพลังฟื้นฟูตัวเองทำให้ตายแล้วฟื้นใหม่ได้หลายหน แน่นอนว่า พวกเขาก็คงต้องอยู่บนโลกนี้มาอย่างยาวนาน และหนังก็พยายามจะตั้งคำถามต่อคนดูอยู่เป็นระยะว่า โลกสร้างพวกเขาขึ้นมาทำไม

เอาจริงๆ ในความรู้สึกผม กับการดูหนังแอคชั่นบนจอทีวีในระบบสตรีมมิ่งนี่มันไม่ได้ชักชวนให้รู้สึกตื่นตาหัวใจเต้นระรัวอย่างที่รู้สึกในโรงภาพยนตร์นะ แต่มันการรับชมภาพยนตร์ที่สามารถหยุดพักไปห้องน้ำ เปิดอ่านมือถือ หรือเอาของไปเก็บได้อยู่เป็นพักๆ ทำให้เราไม่ได้โฟกัสเต็มที่กับหนังเท่ากับการอยู่ในโรงจริงๆ หรอก

สำหรับ ดิ โอลด์ การ์ด นั้น ผมมองว่ามันเป็นหนังที่ค่อนข้างมีพาร์ทดราม่าค่อนข้างเยอะนะ ซึ่งมันก็เป็นช่วงของการเล่าเรื่องที่ทำให้เราเข้าใจที่มาและเบื้องหลังของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหละ ทำให้เราได้รู้ว่า พวกเขามีมาแต่ยุคไหน มีเรื่องราวอะไรที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นบ้าง มีปมอะไรในใจของแต่ละคนมั้ย อะไรอย่างนี้…

เพราะฉะนั้นช่วงครึ่งแรกของหนังจะวนอยู่กับการพูดคุยและเล่าเรื่องเสียเยอะ ก่อนที่จะเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ กับฉากการต่อสู้ที่ใช้สตันท์น้อยเน้นเล่นจริง และเมื่อมันเป็นหนังที่ยิงกันเลือดสาด มันก็เป็นธรรมดาที่หนังจะได้เรท R

หนังดัดแปลงและสร้างขึ้นจากนิยายภาพที่เขียนโดย Greg Rucka วาดโดย Leandro Fernandez และลงสีโดย Daniela Miwa หนังกำกับโดย  Gina Prince-Bythewood เธอเป็นผู้กำกับหญิงผิวสีคนแรกที่กำกับหนังไลฟ์แอคชั่นที่ดัดแปลงจากคอมิค

เรื่องราวที่พลิกผันได้เรื่อยๆ แม้ไม่หวือหวาแต่ก็พอจะทำให้หนังเรื่องนี้ดูสนุกได้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการได้รู้ว่าแอนดี้ที่มีชื่อเต็มๆ ว่า ‘Andromache’ เธอคือดิโอลด์การ์ดที่แก่ที่สุด เธอจึงสั่งสมประสบการณ์ในเชิงการต่อสู้ไว้มากที่สุด ทว่าเธอกำลังเผชิญบางสิ่งที่เธอไม่เคยต้องเผชิญมาก่อน ชาริส เธอรอน ยังคงเท่ไม่ต่างจากที่เคยเห็นใน Mad Max: Fury Road ผมอาจดูยาวขึ้นแต่ก็ยังเป็นทรงสั้นอยู่ ลีลาพะบู๊ยังคงได้ใจเหมือนเดิม

ประเด็นที่ยังคงใช้อยู่ในบรรดาหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็คงจะเป็นเรื่องของความแปลกแยกจากผู้คน เมื่อพวกเขามีพลังที่ไม่เหมือนคนทั่วไป ในอดีตมักถูกมองว่าเป็นพ่อมดแม่มดและต้องถูกกำจัด ขณะที่โลกในปัจจุบัน การสื่อสารและเทคโนโลยีทำให้พวกเขาหลบซ่อนตัวได้ยากขึ้น ขณะที่โลกของทุนนิยมก็อาจไม่ได้สนใจเรื่องมนุษยธรรมมากเท่าผลกำไรในธุรกิจ พวกเขาถูกไล่ล่าเพื่อเอาไปทำการทดลองและมองหาพลังฟื้นฟูให้กับมวลมนุษยชาติ

สุดท้ายแล้วพวกเขาคงต้องดิ้นรนช่วยเหลือกันเอง ทั้งยังต้องเผชิญกับความคิดที่แตกต่างอันเป็นธรรมดาของการทำงานเป็นทีม

ดูจากตอนจบ เชื่อว่าหลายคนคงอยากจะดูภาคต่อกันแล้วล่ะ