post

รีวิว Trainspotting

ขื่อหนัง :Trainspotting
ขื่อไทย :แก๊งเมาแหลก พันธุ์แหกกฎ
แนว :อาชญากรรม/บันเทิงคดีอาชญากรรม
นักแสดงนำ :ยวน แม็คเกรเกอร์
จอห์นนี ลี มิลเลอร์
โรเบิร์ต คาร์ลิล
อีเวน เบรมเนอร์

trainspotting รีวิว ซึ่งหนังนั้น เป็นภาพยนตร์ แนวแอ็กชันดราม่า ของอังกฤษปี 1996 เป็นหนังในช่วงยุค 90s ที่ชอบมาก ๆ เรื่องนึงเลย ที่กำกับโดย Danny Boyle และนำแสดงโดย Ewan McGregor , Ewen Bremner , Kevin McKidd , Robert Carlyle , Miller , Jonny Lee และ Kelly Macdonald หนังมีการเปิดตัวครั้งแรก ในอังกฤษเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ปี 1996 

ตัวละครในเรื่องนี้ จะจัดอยู่ ในประเภทของ subculture ในเรื่องของ การแต่งกาย และ เรื่องวิถีชีวิต ที่จะเป็นแบบ พังค์ ซึ่ง Renton ตัวละครหลัก ของหนังนั้น เป็นพวกที่ ต่อต้านทุนนิยม แบบสุดโต่ง ถือว่าเป็นแนวคิด ของพวก punk

ในเรื่องได้กล่าวถึง วัยรุ่นชาวสก็อต ที่อยู่ในช่วงที่ มีปัญหาใหญ่มาก ของชนชั้นแรงงาน ในยุค 80s เป็นต้นมา

วกผู้ชายในเรื่องนี้ เลยมีลักษณะจาก working class พวกที่แต่งตัวดูเนี๊ยบ กลับมาเป็น underclass แปลว่าพวกที่ทำตัว แปลกแยกออกจากสังคมปกติ การติดยา หรือสภาพชีวิต แบบนี้จะ มองว่าเป็น ภาพแทนชีวิต อย่างสุดโต่งเลยก็ได้

ซึ่งในเรื่องนั้น เฮโรอีนจะ อุปมาอุปไมย หมายถึงการตอบสนองความต้องการ ที่ไม่มีแก่นสาร ต่อชีวิต ก็เหมือน ลักษณะสังคม ที่เสพติดการเสพวัตถุ หรือวัตถุนิยมนั่นเอง

ตัว Renton นั้นก็จะมีกลุ่มเพื่อน ๆ ของเค้า ซึ่งประกอบด้วย Spud , Begbie , Sickboy , tommy แต่ละคน จะเป็นตัวเพิ่ม สีสันให้กับ หนังเรื่องนี้ ในเรื่องราวของ Reton “เลือกใช้ชีวิต เลือกงาน เลือกอาชีพ เลือกครอบครัว…”

นี่คือเรื่องราว ของ Reton กับพวก เพื่อนของเขา แก๊งวัยรุ่นขี้ยาทั้ง 4 คนใน สก๊อตแลนด์ ที่ไม่ได้มีเป้าหมายใด ๆ ในชีวิตและใช้เวลาวัน ๆ หมดไปกับเพื่อนแท้อย่าง เฮโรอีน เซ็กซ์ และฟุตบอล ตามแนวทางปรัชญา อันหอมหวาน บนแฟลตรูหนูที่เอดินเบิร์ก

ที่มีทั้ง ขี้แพ้ ขี้โกหก โรคจิต และขี้ยา ในภาพยนตร์ ทั้งฮา และยังแทงใจ ซึ่งกล่าวถึง มิตรภาพและความผูกพัน ของพวกเขา ที่ค่อย ๆ พังพินาศ เพราะการกระทำ ที่ดูเหมือนจะมีแต่ ทำรายตัวเอง เข้าไปทุกวัน

และมาร์คเป็นคนเดียว ที่มองเห็น และมีโอกาส ที่จะหนีไป จากเคราะห์กรรมอย่างนี้ แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ เขาอยากที่จะได้ เลือกใช้ชีวิตเอง ผ่านในวิถีชีวิต ส่วนหนึ่งของเขานั่นเอง ในภาคแรก

ตัวหนังมันเป็นใน สไตล์ดิบถ่อย แถมเถื่อน พวกแก๊งเด็กเหลือขอพวกนี้ เล่นยาไป ก็ตั้งคำถามกับชีวิตไป พร่ำเพ้อถึงแต่ ทางเลือกของมนุษย์ ที่เกิดมา และสุดท้ายแต่ละคน ก็เลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองแบบพัง ๆ

ทิ้งให้เพื่อนทุกคน ที่เหลืออยู่ จำเป็นต้องเผชิญหน้า กับชะตาชีวิต อันแสนเลวราย กันต่อไป โดยทุกคนนั้น ต่างก็มี เส้นทางชีวิต เป็นของตนเอง ซึ่งก็เฮงซวย ไม่ได้ต่างอะไรไปจาก 20 ปี ก่อนหน้านี้เลย (555+)

ส่วน Reton ตกลงใจที่จะ กลับไปยัง เอดินเบิร์กอีกครั้ง เพื่อเจอกับเพื่อนเก่าอย่าง Spud ที่ติดยาขั้นหนัก จนถึงกระทั่ง คิดที่จะฆ่าตัวตาย รวมทั้ง Sickboy ที่จะต้องรับช่วงต่อ ธุรกิจบาร์ ที่กำลังจะเจ๊ง จากบิดาของเขา

การกลับมารวมตัวในคราวนี้ นำพวกเขาไปสู่ การเกี่ยวพัน กับด้านมืดของ ธุรกิจที่ทุจริต และก็การแบล็กเมล์ครั้งยิ่งใหญ่ รวมทั้งการเผชิญหน้า กับปัญหาเก่าของเพื่อนสนิทอย่าง Begbie ที่ได้ออกมา จากเรือนจำ แล้วก็เริ่ม ที่จะไล่ล่า

ผู้กำกับ Danny Boyle เน้นไปที่ การตามไล่ล่า ทวงแค้นของเพื่อนอย่าง Begbie มากกว่าหนังในภาคแรกที่ กว่าครึ่งเรื่อง มีแต่ฉากเล่นยา ขณะเดียวกันนั้น ก็พยายามดึงความทรงจำเก่า ๆ จากภาคแรก ให้เชื่อมโยงกัน

ให้คอหนังรุ่นใหม่ ได้เข้าใจ ถึงที่มาที่ไป Reton ในภาคนี้เปลี่ยนจากการคร่ำครวญ เรื่องความเป็นอยู่ของชีวิต มาเป็นการเสียดสี โลกสังคมสมัยใหม่ ที่เข้ามาแทน

ซึ่งจุดนี้ Danny Boyle เคยอธิบายว่า ตัวเขานั้นได้สร้างบรรยากาศใหม่ ขึ้นมาให้คนดู อินกับบรรยากาศ จากยุค 90 มาเป็น ช่วงต้นยุค Millennials มากขึ้น หนังเรื่องนี้ได้กล่าวถึง ในช่วงของคาบเกี่ยว

การเปลี่ยนแปลงใน ด้านวิถีชีวิต ดนตรี ที่ผ่านในแต่ละยุค แต่ละสมัยอีกด้วย กับการกลับมา ทวงบัลลังก์ของพวก วิสกี้ขี้ยา แน่นอนว่า ถ้าย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน หนังคัลท์ฟอร์มเล็ก

เงินทุนน้อยอย่าง Trainspotting แทบจะไม่ได้ อยู่ในความทรงจำ ของคอหนังบ้านเรา แต่ในชั่วโมงนี้ ถือได้ว่า มันกลับกลายเป็น หนังอินดี้ภาคต่อ ที่คนดูหนังบ้านเรา กลับเฝ้ารอคอยกัน อย่างใจจดใจจ่อ เป็นหนังที่ถือว่าดี เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ที่มาแนะนำ ให้ท่านได้ หาดู และหามา รับชมกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *