post

รีวิว Steve Jobs

ขื่อหนัง :Steve Jobs
ขื่อไทย :สตีฟ จ็อบส์
แนว :ชีวิต
นักแสดงนำ :เคต วินสเล็ต
มิชชาเอล ฟัสเบ็นเดอร์
เซท โรเกน
เจฟฟ์ แดเนียลส์

สัปดาห์นี้ อาจจะมีภาพยนตร์รอบสื่อโผล่ขึ้นมาหลายเรื่อง แต่ก็ใช่ว่านายแพทจะได้ดูหรือเก็บหมดทุกเรื่องนะ ด้วยภารกิจการงานที่ไม่เอื้ออำนวยมากนักที่จะทำให้ออกไปดูหนังได้ตลอด แต่อย่างน้อยช่วงนี้ก็มีเรื่องนึงที่พอจะเก็บได้ หนังชีวประวัติของศาสดาด้านไอทีคนหนึ่งของโลกที่เคยสร้างกันไปหนหนึ่งแล้ว ก่อนที่จะมีอีกฉบับตามออกมา แถมดูท่าจะปังกว่าเสียด้วย

นี่คือหนังระดับ 2 รางวัลจากเวทีลูกโลกทองคำปี 2016 ‘Steve Jobs’ หนังที่สร้างด้วยบทที่ดัดแปลงจากหนังสือ ‘Steve Jobs’ ของ Walter Isaacson โดยมือเขียนบทมือฉกาจอย่าง Aaron Sorkin ที่คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก Golden Globe Awards มาได้สำเร็จ

ผนวกกับการกำกับของผู้กำกับรางวัลออสการ์อย่าง Danny Boyle (Slumdog Millionaire, 127 Hours, 28 Days Later…, Sunshine) ทำให้หนังเรื่องนี้ยังน่าสนใจมากขึ้นไปอีก

เรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จระดับพลิกของผู้ปลุกปั้นแบรนด์ ‘Apple’ จนกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ไอทีเช่นในปัจจุบัน สตีฟ จ็อบส์ (Michael Fassbender) รายล้อมด้วยผู้คนมากมาย

ทั้งในด้านชีวิตการงาน เจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน

เขามีทั้ง สตีฟ วอซเนียก (Seth Rogen) ที่เป็นทั้งเพื่อนและเพื่อนร่วมงาน ผู้คิดเห็นแตกต่างกับเขามากมาย แต่ก็ยังมาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวสินค้าใหม่ของจ็อบส์อยู่บ่อยครั้ง ทั้ง จอห์น สกัลลี่ (Jeff Daniels) ผู้เคยประธานของเป๊ปซี่มาก่อนจะเข้ารับตำแหน่งซีอีโอของแอปเปิล นอกจากสองคนนี้ก็ยังมีไม้เบื่อไม้เมาของจ็อบส์อีกหลายคน

ทั้งในด้านชีวิตครอบครัวที่มีทั้ง คริสแอน (Katherine Waterston) ภรรยาที่หอบลูกสาวตัวน้อยอย่าง ลิซ่า (Makenzie MossRipley SoboPerla Haney-Jardine) มาเรียกร้องค่าดูแลไม่ได้หยุดหย่อน

จุดที่เด่นมากที่สุดจุดหนึ่งของหนังอย่าง ‘Steve Jobs’ ก็คือ “บทหนัง” ที่เขียนโดย Aaron Sorkin (Moneyball, The Social Network, Charlie Wilson’s War) ด้วยการวางโครงเรื่องเป็น 3 องก์ด้วยกัน และแต่ละองก์ก็จะมีเหตุการณ์หลักเกาะเกี่ยวอยู่กับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

ที่เราจะไม่ได้เห็นลีลาการโชว์ตัวเลยสักวินาที

แต่ละองค์จะมีวิธีในการพัฒนาของตัวมันเอง และแสดงให้เห็นถึงความเกรียนในตัวของจ็อบส์ได้อย่างดี ทั้งนี้เพราะซอร์คินเลือกจะหยิบเอาเหตุการณ์หลังเวทีหรือก่อนขึ้นพูดเปิดตัวมาเป็นส่วนของการเล่าเสียมาก ปมที่เล่าจึงเหลืออยู่จำกัดพอให้ขับเน้นในด้านของชีวิตการงานก่อนและหลังระเห็จออกจากแอปเปิล

อีกปมเล่าถึงชีวิตครอบครัวที่แสนจะไม่สมบูรณ์ ผิดแผกไปจากผลิตภัณฑ์ที่เขาจะทำให้มันสมบูรณ์ที่สุด(ในความคิดของเขา) แม้มันจะแลกมาด้วยความขัดแย้งต่างๆ ในร่องรอยทาง

หนังเน้นหนักไปที่การปะทะคารมกันระหว่างตัวละคร ที่ต่างก็สาดใสความคิดของตนเข้าหากัน การตัดต่อแบบสลับไประหว่างเหตุการณ์ของคนคู่เดิมแต่ต่างเวลา ก่อนจะนำไปสู่บทสรุปที่กินใจผู้คน

ซึ่งนั่นทำให้ทุกคนต่างชื่นชมในบทหนังเรื่องนี้…

เขาไม่ใช่คนดีเด่อะไรนัก ออกจะเผด็จการเกินไปหน่อยด้วยซ้ำ มีแนวความคิดที่ไม่เหมือนใครและจริงจังที่จะทำให้ทุกคนทุกอย่างเดินไปตามเส้นทางที่เขาเชื่อ และดูเหมือนบทหนังก็เหมือนจะพยายามยิ่งที่จะแสดงให้เราเห็นทั้งสองฝั่งของความเป็นคนอย่างเขา

ในด้านหนึ่ง เขาดูจะจริงจังกับการสร้างผลิตภัณฑ์และการเปิดตัวที่เนี้ยบสมบูรณ์แบบ จนดูเป็นคนที่ไม่น่าคบหา ไม่ประนีประนอมต่ออะไรสักอย่าง แต่ในอีกด้าน เขาก็มีอดีตที่เป็นปมส่งมาถึงปัจจุบัน เขาไม่ยอมรับในตัวลิซ่าว่าเป็นลูกของตน จนถึงขนาดไม่ส่งเสียไม่เลี้ยงดู

บางที หนังอาจจะอยากบอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาก็อาจจะไม่ใช่อัจฉริยะอะไรอย่างที่หลายคนยกย่องให้เป็นศาสดา หนังอาจอยากบอกว่า แม้แต่คนไม่ธรรมดา ก็มีจุดอ่อนแออ่อนไหวที่ต้องแก้ไข และอาจต้องได้รับคำแนะนำ

เขาอาจเป็นเพียงคนคุมวงออร์เคสตร้า แต่ไม่ได้เก่งในการเล่นดนตรีสักชิ้น เขาอาจได้รับชื่อเสียง เป็นตัวแทนของทุกสิ่งที่ผุดขึ้นมาภายใต้โลโก้แอปเปิ้ลอันเว้าแหว่ง แต่คนที่สร้างจริงๆ นั้นเป็นใคร สุดท้าย สิ่งอันยิ่งใหญ่ที่คนมากมายบนโลกนี้ขานรับและซื้อไปใช้ อาจจะมีที่มาเพียงง่ายๆ ที่เราอาจไม่รู้ว่าตรงไหนจริงมาก น้อย หรือเป็นแค่คำลือ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *