post

รีวิว Maleficent

ขื่อหนัง : Maleficent
ขื่อไทย :
มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ
แนว :
ภาพยนตร์แนวแฟนตาซี/ผจญภัย
นักแสดงนำ :
แอนเจลีนา โจลี
แอล แฟนนิง
แซม ไรลี่ย์
จูโน เทมเปิล

หลังจากผลงานอนิเมชั่นของดิสนี่ย์เรื่อง “Frozen” อนิเมชั่นที่มีอายุการฉายยืนยาวมากที่สุดในบ้านเรา ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 3-4 เดือนละมั้ง และหลังจากที่อนิเมชั่นดังเป็นพรุแตกแล้ว ยังได้ขึ้นเป็นอันดับ 5 ของหนังทำเงินทั่วโลก และคงทำให้ใครหลายๆ คนที่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่แฟนการ์ตูนของดิสนี่ย์หันมาสนใจผลงานการ์ตูนเจ้าหญิงสุดคลาสสิคของค่ายนี้มากขึ้น

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าหัวการค้าและแผนการตลาดดีมาก สำหรับค่ายการ์ตูนโลกสวยดิสนี่ย์ ที่ใครๆรู้จักกันดี กับการหยิบยกเอาตัวละครในการ์ตูนมาทำเป็นหนัง แต่ก่อนหน้านี้เห็นมีข่าวเกี่ยวกับการนำการ์ตูนคลาสสิคๆ อย่าง “Beauty and the Beast (1959)” และ “Cinderella” มาทำเป็นหนังที่คนเล่น (ไม่นับซีรี่ย์ใน “Once Upon a Time” และหนังจากค่ายอื่นๆนะ ) คาดว่าในอนาคตคงได้เห็นดิสนี่ย์เอาการ์ตูนเจ้าหญิงต่างๆ มาทำเป็นหนังกันแน่ และที่ขาดไม่ได้คงจะเป็นเจ้าหญิงในแบบคนแสดง แต่ใครจะมาแสดงนั้นอันนี้เป็นเรื่องของอนาคต เอาไว้ก่อนและกัน

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าจับตามองของดิสนี่ย์ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การเล่าเรื่องของนางเอกหรือเจ้าหญิง แต่มันเป็นการเล่าเรื่องและที่มาของตัวร้าย(นับว่าเป็นเรื่องแรกของดิสนี่ย์ซะด้วย กับการหยิบยกนำเอาตัวละครตัวร้ายที่เด็กๆหลายคนกลัวแทบเยี่ยวลาดมาทำเป็นหนัง) และก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข้อดีสำหรับแฟนๆของดิสนี่ย์ที่จะได้ทำความรู้จัก กับตัวร้ายตัวนี้แบบเจาะลึก สำหรับใครที่ได้ดู “Sleeping Beauty (1959)” คงรู้จักกันดี ในนาม “มาเลฟิเซนต์” กับเรื่องราวที่มาและปมของเธอกว่าจะมาเป็นมาเลฟิเซนต์ที่ชั่วร้าย และเพราะเหตุใดเธอถึงได้เคียดแค้นคิงสเตฟานและสาปทารกน้อยชื่อ “ออโรร่า”

น้ำตาจะไหล !!! ตอนแรกก็แอบเสียใจนิดๆที่ลุง “ทิม เบอร์ตัน” แกไม่ได้กำกับเรื่องนี้ เพราะก็หวังอยู่ในใจว่าหนัง “Maleficent” นี้จะออกมาแนวๆ แบบใน “Alice in Wonderland” บ้าง เผลอๆอาจจะได้ป๋าเด็ปป์แก มาเล่นเป็นเดียวัล ไม่ก็คงคิงสเตฟฟาน อิอิ #เพ้อเจ้อๆ
แต่สุดท้าย “โรเบิร์ต สตรอมเบิร์ก” พี่แกก็ทำออกมาดีใช่ย่อย สำหรับการกำกับเรื่องแรกของเขา ซีจีเนี๊ยบ !! แถมหนังเรื่องนี้ยังเล่นกับอารมณ์ของคนดูได้คุ้มค่า ยอมรับว่าขนลุกแทบทุกฉาก ><

หนังได้เล่าเรื่องในมุมมืดอีกมุมของการ์ตูนโลกสวย “Sleeping Beauty (1959)” ที่ในการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเอาไว้ เพื่อให้คนดูหนังของดิสนี่ย์ได้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นจึงเจาะจงไปยังตัวร้ายของเรื่องหรือ “มาเลฟิเซนต์” นั้นเอง อย่างที่ได้ยินจากหลายๆ ตัวอย่างที่ว่ามาว่า “อย่าเชื่อนิทานกาลครั้งหนึ่ง” ซึ่งก็อย่างที่ว่าเลยครับ ใครที่เคยได้ดู “Sleeping Beauty” อย่าเอาเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานครับ เพราะหนังจะเล่าเรื่องของแม่มะลิ แถมดิสนี่ย์ยังคงเล่นกับคำว่า “รักแท้” แบบใน “Frozen” (ไม่ขอสปอยนะ ไปดูกันเอาเองอิอิ) ซึ่งหนังยังได้กลิ่นอายของความเป็นดิสนี่ย์สมัยใหม่เข้ามาผสมด้วย ซึ่งก็จะเห็นได้จากที่ผ่านๆมาอย่าง “Tangled” และ “Frozen” ด้วยความที่ว่า “ความรักมันไม่จำเป็นต้องแฮปปี้ หรือจบแฮปปี้เสมอไป “
ส่วนตัวชอบแนวนี้ของทางดิสนี่ย์นะ แบบเก่าก็คลาสสิคไปอีกแบบ

หนังมีอะไรให้คนดูลุ้น และเซอร์ไพรส์กันตลอด อย่างที่คนดูรู้ๆกันว่าหนังจะเล่าเรื่องของ “มาเลฟิเซนต์” แถมก่อนจะเข้าฉายดิสนี่ย์ยังปล่อยฟุตเทจ และคลิปต่างๆจากหนังเรื่องนี้ออกมาเยอะพอควร จนเห็นบางคนบ่นว่าแทบจะเดาเนื้อเรื่องออกแล้ว แต่ที่ไหนได้หนังกลับออกมาผิดคาด และทำเซอร์ไพรส์มาก !! จริงอยู่ที่ว่าคนที่คิดจะดูและยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะเข้าใจว่าทำไมนางถึงได้ร้ายและถึงสาปเจ้าหญิง “ออโรร่า” ตอนทารก แต่คนไหนที่ได้ดูแล้วก็คงจะรู้กันว่าทำไมนางถึงร้าย แต่มันมไม่ใช่แค่นั้น หนังยังทำให้สงสาร เห็นอกเห็นใจ และเข้าใจความรู้สึกของนางมะลิด้วย

พูดถึงโจลี่ นางเล่นดีมากกกกก แผ่รังสีความเป็นมาเลฟิเซนต์ออกมาได้สง่างามมาก แต่ละคำพูดหรือกริยาการตะโกนหรือโวยวายต่างๆ นางไม่ได้ปล่อยหรือแสดงอะไรออกมาพล่อยๆ หรือพร่ำเพรื่อ โจลี่ทำให้คนที่ดูเข้าใจความรู้สึกของมาเลฟิเซนต์จริงๆ ลงลึกไปยังจิตใจของตัวละครที่เล่นเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่แม่มะลิ บิน (หน้าตาของนางบ่งบอกได้ถึงความสุขในการโผปีกบิน ดูแล้วอิน ขนลุกับฉากนี้) หรือว่าจะเป็นฉากที่แม่มะลิสู้ ตอนจบ ในตอนที่แม่มะลิแต่งชุดรัดรูปและไม่มีผ้าคุมชวนให้นึกถึงภาพของ “ลาร่า ครอฟท์ ทูมเรเดอร์” ของโจลี่เข้ามาในหัวแว็ปนึงเลย แถมนางเล่นได้คุ้มทุกอารมณ์ในเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น ซีนดราม่า หรือ ที่นางเล่นมุกตลกหน้าตายต่างๆ ซ้ำยังเพิ่มเสน่ห์ ให้กับมาเลฟิเซนต์ ด้วยการเป็นนางฟ้าที่ปากไม่ตรงกับใจอีกด้วย ดูแล้วหลงรักนางเลย

“แอลล์ แฟนนิ่ง” น่ารักโคตรๆๆๆๆๆๆๆ หน้าอย่างใสอะ และตอนยิ้มนะ โอ้โหหหห แม่เจ้า!! ตกหลุมรักเจ้าหญิงออโรร่าเวอร์ชั่นนี้ขึ้นมาทันทีเลย เรื่องนี้ “แอลล์ แฟนนิ่ง” นางเล่นได้ดีเลยคับ ตามแบบฉบับออโรร่าในการ์ตูนของดิสนี่ย์ ที่ยังคงความโลกสวย เพราะเรื่องนี้พี่แกยิ้มทั้งเรื่อง ขนาดตอนโกรธยังคิดว่ายิ้มเลย ก็คนมันน่ารักทำไงได้ละ

คราวนี้ขอเล่าถึงนางฟ้าใจดีทั้งสามกันบ้าง อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า “อย่าเชื่อนิทานกาลครั้งหนึ่ง” เพราะในหนังเรื่องนี้นางฟ้าใจดีคนละแบบราวฟ้ากับเหว ถ้าเทียบกับฉบับการ์นตูน เพราะจากที่ดูแล้วนางฟ้าทั้งสามคนในหนังเรื่องนี้เหมือนแทบจะทำอะไรไม่เป็นเลย เหมือนคิงสเตฟานแกจ้างมาเลี้ยงออโรร่าซะมากกว่า ซ้ำยังได้ “อิเมลดา สทอนตัน” ที่เคยเล่นเป็น “อัมบริดจ์” ใน “แฮร์รี่ พอตเตอร์” มาร่วมแก๊งนางฟ้าด้วยแล้ว ยิ่งไม่น่าเชื่อว่าเป็นนางฟ้าเข้าไปใหญ่ และยิ่งตอนพี่แกแปลงเป็นคนนะ ใช่เลยยยย !! “อัมบริดจ์” มาเอง #ภาพมันติดตา อิอิ

ขอพูดถึงการแสดงของลูกสาวสุดที่รักของโจลี่ หลังจากที่เด็กหลายคนก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าฉากกับโจลี่ได้เพราะกลัวแคแร็คเตอร์ของมาเลฟิเซนต์ เลยได้เล็กลูกสาวของโจลี่ ( “วิเวียน โจลี-พิตต์” ) มาเล่นแทนเพราะเธอเป็นเด็กเพียงคนเดียวที่ไม่กลัวแคแร็คเตอร์ของโจลี่ ตอนนางเป็นมาเลฟิเซนต์ และก็ถือว่าเธอทำได้ดีเลยที่เดียวสำหรับเด็กวัย 5 ขวบ ทั้งรอยยิ้มอันแสนน่ารักและไร้เดียงสาหรือแอ็คติ้งต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดี (พ่อแม่เขาสอนมาดี ปั้นมากับมือ)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *